เว็บประกาศขายสินค้าแนว เว็บบอร์ด เข้าไปใช้บริการฟรี มีสินค้าอะไร อยากโปรโมท อยากขายสินค้า แบบฟรีๆ

13 ข้อควรระวัง แต่งรถยังไงไม่ให้ผิด พ.ร.บ. จราจร


รถซิ่งรถแต่งโหลดเตี้ย โมเครื่องแรงเสียงดังไฟหลากสีล้อโตอวบทะลักหางหลังใหญ่โตยังกับราวตาก ผ้าอ้อม ขับเข้าด่านตำรวจครั้งใดก็มีแต่ความเสียวว่าจะโดนจับปรับหรือเปล่า ลดกระจกส่งยิ้มให้จ่าแล้วก็ยังไม่รอด โดนหลายกระทงข้อหาดัดแปลงสภาพ หนักหน่อยก็พวกเอกสารสำเนาทะเบียนกับป้ายทะเบียนปลอมที่อาจเล่นกันถึงคุก ตะราง มาดู 13 ข้อควรระวังในการตกแต่งรถยนต์สุดที่รักของคุณกันดีกว่าว่าแบบไหนทำได้แบบไหน ผิดกฎหมายระวังโดนจับปรับ

1-เปลี่ยนป้ายทะเบียนให้ยาวขึ้น ผมผิดหรือเปล่าครับจ่า
ป้ายทะเบียน ที่ออกให้โดยกรมการขนส่งทางบกนั้น มีหลายท่านนำมาดัดแปลงตัดต่ออัดกรอบใหม่เป็นป้ายยาว การกระทำกับป้ายทะเบียนเดิมๆให้เปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ คุณจะโดนข้อหาดัดแปลงสภาพป้ายทะเบียน ผิดเต็มประตูไม่ต้องเถียงเลยครับ การปรับเปลี่ยนแปลงร่างป้ายทะเบียนซึ่งถือเป็นเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสามารถเรียกปรับไม่เกิน 2,000 บาท รวมถึงการติดป้ายเอียง แบบแหงนขึ้น – แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้าที่อาจฟันธงว่า มองเห็นไม่ชัดเจนก็มีโทษปรับเช่นเดียวกันการไม่ติดป้าย หรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดอีกเช่นกันปรับ 500 บาท

ส่วนการติดป้ายที่ทำขึ้นเอง เช่นทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหา ไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนดแต่ถ้าเป็นป้ายปลอมที่ทำขึ้นเองโดยไม่มีตรา ประทับของกรมการขนส่งทางบก เมื่อตำรวจจราจรขอตรวจดูสำเนาแล้วไม่ตรงกับป้าย จะต้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกปรับ หรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล โดยระบุโทษไว้ที่ 100,000 บาท หากหมายเลขป้ายทะเบียนไม่ตรงกับป้ายวงกลม รวมถึงยังไม่ตรงกับสำเนารถ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ์ยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ รวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสินค่าปรับซึ่งมีบางท่านโดนปรับกันหลักแสนหลักล้านบาทมาแล้ว

2-โหลดเตี้ยแบบรถแข่งในสนาม
เป็นความพยายามและความเข้าใจของคนแต่งรถ ว่ารถที่เตี้ยต่ำจะยึดเกาะกับถนนได้ดีขึ้นซึ่งก็จริงแต่ไม่ทั้งหมด การยึดเกาะที่ดีของรถยนต์ยังเกิดขึ้นจากช่วงล่างที่สมบูรณ์ ยางที่สดใหม่และอยู่ในสภาพดี สำหรับกฎหมายเกี่ยวกับการโหลดรถ ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถที่โหลดเตี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ได้ โดยยึดหลักเพียงการวัดระยะกึ่งกลางไฟหน้า กับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าถือว่าผิด แต่ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยต่ำแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมการขนส่งทางบก และผู้วินิจฉัยผล ตรอ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ ถ้าฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกันนะจ๊ะ

3-ยกสูงแบบ Big Foot เอาไว้ลุยเท่ๆ
รถยนต์แบบออฟโรดที่มีสัดส่วนความ สูงมากกว่ารถเก๋งเนื่องจากสภาพการใช้งานที่ต้องบุกป่าฝ่าทางวิบาก หากใต้ท้องรถไม่สูงมากพอก็อาจติดกับร่องทางหรือหล่มโคลนจนไปต่อไม่ได้ ในพระราชบัญญัติรถยนต์ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จะยกสูงแค่ไหน แต่ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถโด่งโจ้งมาก มีการดัดแปลงสภาพมากทั้งเสริมโช้กยกตัวถัง การปรับแต่งรถแบบยกสูงมากนั้นต้องมีหนังสือจากวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมการขนส่งทางบกว่ามีการดัดแปลงเพื่อใช้งานในเขตทุรกันดาน แต่ถ้ายกไม่สูงมาก แต่ใส่ยางใหญ่เกินจนล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าคุณจ่าคิดว่าสิ่งที่ยื่นออกมานั้นอาจเป็นอันตรายต่อการใช้รถของผู้อื่น คุณก็จะเสี่ยงกับความผิดทันที

4-ใส่ล้อ 20 หรือ 22 แบบเต็มซุ้มเพื่อความหล่อและอำนาจของการยึดเกาะ
ใน กฎหมายไม่มีการระบุขนาดของล้อและขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิด อุบัติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ขอบ 18-19-20 หรือจะ 22 ก็สามารถทำได้แบบสะดวกโยธิน แต่ถ้าใส่แล้วยางล้นเกินออกมานอกบังโคลนล้อข้างละหลายนิ้ว เจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านได้ตรวจพบว่าอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือสร้าง ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น (เช่นทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในขณะสวนหรือเลี้ยว) ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้ม การทำแบบนั้นนอกจากรถจะไม่เกาะถนนแล้วยังเป็นการทำร้ายช่วงล่างอย่างรุนแรง อีกด้วย มุมอินเอาต์ต่างๆ ที่ผิดเพี้ยนไปจากการคำนวณของวิศวกรจะทำให้คุณควบคุมรถล้อแบะได้ยากขึ้น แถมยังกินยางและดูแลรักษายากอีกด้วยนะครับ

5-โป่งซุ้มล้อไซส์ยักษ์
การทำโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ในปัจจุบันลดน้อยลงไปมากเนื่องจากรถยนต์สมัยใหม่มีโป่งล้อมาให้แบบจุใจ ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนในเรื่องของโป่งล้อ แต่ก็มีระบุไว้ว่า ส่วนที่ตียื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกัน ต้องมีการยึดติดอย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งยื่นออกมามาก เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์ขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียน ว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมการขนส่งทางบก ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็โชคดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม

6-ฝากระโปรงหน้า–หลังดำ ฝากระโปรง หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์
นักเลงรถแรง ส่วนมากมักนิยมเปลี่ยนฝากระโปรงแบบเดิมให้กลายเป็นฝาแบบคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อ ลดน้ำหนักและเพิ่มความขลังในมุมมอง หากทำการพ่นเป็นสีเดียวกับสีรถ ที่จดทะเบียนไว้ถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำ หรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามกฎที่ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจนไม่รวมสีของกันชนรถ โดยสีอื่นต้องมีไม่เกินครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้ เช่น ในกรณีรถระบุไว้ในทะเบียนว่าเป็นสีขาวแต่ฝากระโปรงหน้าเป็นสีดำ เจ้าหน้าที่พินิจแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผิด แต่พินิจว่าผิดก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน (การพินิจหมายถึง การใช้หลักพิจารณาในแต่ละบุคคล) แต่ถ้าดำทั้งฝากระโปรงหน้าและหลัง ส่วนมากจะพินิจว่าผิด เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของสีหลัก ซึ่งเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสี ว่าเป็นรถสองสี (ทูโทน) กับกรมการขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

7-เปลี่ยนท่อไอเสีย ตีเฮดเดอร์ใหม่ทั้งเส้น
จะเปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่มีหม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้นเสียแต่พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่) ถ้าออกข้างตัวถังรถก็ถือว่าผิดทันที ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตามพระราชบัญญัติ รถยนต์ระบุว่า รถยนต์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียงที่ปลายท่อไอเสียด้วยเครื่อง Sound level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล (การตรวจวัดแบบ O.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนต์เบนซิลวัดที่ ¾ รอบที่ให้แรงม้าสูงสุด และรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ถ้าท่านใดถูกจับในข้อหาเสียงท่อดังสนั่นหวั่นโลกจนชาวบ้านร้านตลาดตกกะใจ ระวังต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

8-ไฟหน้าหลายสี
ไฟซีนอนกำลังส่องสว่างแรงสูง ไฟท้ายขาวใสแนวซิ่ง โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำที่โคมไฟหน้าและไฟท้าย ปัจจุบันไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ จึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้วเมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟ ลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศา และต้องไม่เบนไปทางขวา ถึงเรียกว่าผ่าน ส่วนเรื่องสีของไฟ โคมไฟหน้าทางกรมกำหนดไว้เพียง 2 สี เท่านั้นคือ สีเหลืองอ่อน และสีขาว ถ้าเป็นสีอื่น เช่น สีฟ้า สีม่วง สีเหลืองเข้มหรือสีเขียว มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนไฟหยุด (ไฟเบรก) ต้องเป็นสีแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้องเป็นสีขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ไกลไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟเป็นสีขาวใสหรือพ่นโคมเป็นสีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าหลอดไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่ทางการกำหนดก็ถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีเพี้ยนไปจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายระวังโดนปรับไม่เกิน 2,000 บาท

9-ไฟสปอร์ตไลต์และโคมไฟตัดหมอก ติดตั้งอย่างไรถึงจะว่าไม่ผิด
โคมไฟ สปอร์ตไลต์หมายถึงโคมไฟแสงพุ่งไกล แบบกระจายวงกว้าง แบบนี้ห้ามติดโดยเด็ดขาดแม้จะมีฝาครอบปิด ผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนไฟตัดหมอกมีลักษณะเป็นไฟแสงพุ่งต่ำ ล่าสุดปี พ.ร.บ. 2536 อนุญาตให้รถยนต์ติดไฟสปอร์ตไลต์หรือไฟตัดหมอกเพิ่มได้ ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง) ในระดับแนวเดียวกัน ความสูงจากพื้นถนนไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร และไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร ต้องเป็นแสงสีเหลืองหรือสีขาว กำลังไฟไม่เกิน 55 วัตต์ ไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่า แนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

การเปิดไฟตัดหมอกนั้นทำได้เมื่อมีอุปสรรค์ในการขับขี่ เช่น มีหมอกควัน หรือฝนตกหนัก มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือรถที่สวนทางมาในระยะไม่เกิน 150 เมตร ถ้าติดไม่ถูกต้อง หรือเปิดไฟพร่ำเพรื่อมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้อง หรือกรอบป้ายทะเบียน ก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผิดอีกเช่นเดียวกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

10-ตีโรลบาร์แบบรถแข่ง ผิดด้วยหรือเปล่า
กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมี เพียงข้อกำหนด เรื่องของจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็ว และไฟห้องโดยสารเท่านั้น ส่วนการตีโรลบาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรลบาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถ และจำนวนตอน ถือว่าผิดครับ รวมถึงความแน่นหนา (เช่น เอามือจับแล้วโยกได้) ความเสี่ยงต่ำการเกิดอุบัติเหตุ (เช่น มีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Spec Frame แบบนี้ถือว่าผิด ข้อหาดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

11-ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่ง ผิดไหม
ตามกฎหมายอีกเช่น กันระบุไว้ว่า รถยนต์ต้องมีเครื่องส่องหลัง (กระจกมองหลัง) และเครื่องส่องหลังภายนอก (กระจกมองข้าง) อย่างน้อย 1 อัน ซึ่งไม่ได้ระบุถึงขนาดและรูปแบบ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ถ้ามี 2 ด้าน หรือด้านเดียวก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มีกระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริง แต่ชำรุดหรือมองเห็นไม่ชัดเจน (กระจกแตก เล็กมาก) ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไข

12-เปลี่ยนเบาะซิ่งใส่เซฟตี้เบลต์ 4 จุดยึดแบบรถแข่ง
เบาะหรือที่นั่ง ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทาง พ.ร.บ. จริงๆ แล้วได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องในการระบุจำนวนผู้โดยสาร เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลัง ถอดเหลือตัวเดียว หรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิด ส่วนเซฟตี้เบลต์ทางกรมก็ได้กำหนดมาตรฐานเอาไว้อีกเช่นกัน เบลต์ 4 จุดแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องของมาตรฐาน แต่ถ้ามีการยึดแน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่าน แต่ถ้าใส่เบลต์ 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติหรอกครับ แต่ผิดกฎหมายจราจรถูกจับ เสียทรัพย์อีกแล้วครับ

13-ดัดแปลงเครื่องยนต์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง
การจะมาวัด กำลังอัด หาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่ เท่านั้น ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจุ เปลี่ยนลูก ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเดอร์ เปลี่ยนหัวฉีด โมกล่องจนได้ 500 ม้า 1,000 ม้าก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่นหนาและมีความปลอดภัย แต่ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนอกไซด์) และค่า HC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนต์ โดยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ กล่าวว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พ.ค. 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซ็นต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM รถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พ.ค. 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซ็นต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM

ส่วนถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่ แต่งปั๊มเพียงใด
มาตรฐาน การวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และ 45 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง ซึ่งรถยนต์ที่มีอายุเกิน 7 ปี ต้องได้รับการตรวจวัดค่า Co และ Hc จาก ตรอ. ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหนแต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด Co และ Hc ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย

ถึงจะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถที่มีพละกำลังมากๆ แบบรถซุปเปอร์คาร์ 5-600 แรงม้า หรือบางคันว่ากันถึง 700 แรงม้า มาซิ่งกระจายอัดแข่งกันบนถนนหลวง มุดซ้ายป่ายขวาแบบหวาดเสียว ไล่บี้ไล่แซงรถคันอื่นแบบแข่งขัน แบบนี้ขอเพียงอย่าให้ถูกจับได้ ซึ่งอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 วรรคสาม ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น มีสิทธิ์โดนสกัดจับแล้วถูกส่งฟ้องศาล ยึดรถ คุมความประพฤติ ราตรีสวัสดิ์กันไป
อุปกรณ์ตกแต่งรถอะไรบ้างที่ติดตั้งแล้วไม่มีผิดกฎหมาย

1. ท่อไอเสียรถยนต์ไม่ว่าขนาดใหญ่หรือเล็ก จะเป็นรูปทรงอะไรก็ตามไม่ผิดกฎหมาย แต่จะต้องมีความดังของเสียงท่อไอเสีย ไม่เกิน 90 เดซิเบล (ในกรณีโดนตรวจจับ ทางตำรวจจะต้องใช้เครื่องมือตรวจเท่านั้นฟังด้วยหูไม่ได้)
2. สปอยเลอร์ หรือชุดแต่งไฟเบอร์ สามารถตกแต่งได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่วัสดุที่นำมาติดตั้งต้องแข็งแรง
3. รถโหลดเตี้ย สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 40 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน
4. รถยกสูง สามารถกระทำได้ ไม่ผิด พ.ร.บ. แต่ต้องไม่สูงเกิน 175 ซม. โดยวัดจากพื้นถึงไฟหน้ารถยนต์ของท่าน
5. เกจ์ และมาตรวัดต่างๆ ที่ติดตั้งภายในรถ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
6. ไฟโคมเหลือง หรือสปอร์ตไลต์สามารถติดตั้งและเปิดได้ แต่ไฟต้องไม่แยงตาผู้อื่น ไม่งั้นอาจโดนตักเตือนได้ เช่นเดียวกับไฟ xenon (ไฟหน้ารถสีขาวสว่าง) แต่ถ้าเป็นไฟสีอื่นที่ไม่ใช่สีขาวหรือเหลืองผิดกฎหมายทันที
7. ไฟเลี้ยวทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ต้องเป็นไฟสีเหลืองส้มเท่านั้น
8. ไฟถอยหลังต้องเป็นสีขาวเท่านั้น
9. การตกแต่งป้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนยาว (ตัดป้ายหรือไม่ตัดป้าย) ผิด พ.ร.บ. ส่วนป้ายทะเบียนแบบปรับองศาสามารถติดตั้งได้ แต่เมื่อมองจากด้านหน้าแล้วต้องเห็นป้ายทะเบียนชัดเจน
10. ล้ออัลลอย (ล้อ max) จะใส่ขอบขนาดเท่าไรก็ได้ ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ขนาดของล้อจะต้องไม่ล้นออกมานอกตัวถัง แต่ถ้าไปดึงโป่งให้ล้อยื่นออกมาเกินกว่าตัวถังถือว่าผิดเต็มๆ เพราะนั่นแหละคือการดัดแปลงสภาพรถยนต์
11. สติกเกอร์แต่งรถไม่ว่าจะชิ้นใหญ่หรือเล็ก สามารถติดได้ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหนก็ตามไม่ผิดกฎหมาย
12. กระโปรงหน้ารถสามารถทำเป็นสีดำ หรือลายเคฟล่าได้ แต่ต้องไปแจ้งการเปลี่ยนสีรถที่กรมการขนทางบก ส่งเป็น 2 สี ไม่งั้นถือว่าผิดกฎหมาย
13. การเปลี่ยนสีรถเฉพาะจุด หรือทั้งหมดต้องแจ้งที่กรมการขนส่งทางบก
14. การวางเครื่อง เมื่อวางเครื่อง + จ่ายเงินแล้ว ต้องแจ้งกรมการขนส่งทางบก
ข้อมูลจาก
http://www.fortuner-club.com/index.php?topic=57057.0
http://www.regent-mania.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=3
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
credit by :  http://www.thairath.co.th/content/493723

Read More...


เกียร์พัง เป็นกันเยอะเจ็บกันแยะ วิธียืดอายุการใช้งานเกียร์ออโต


การบำรุงรักษาดูแลการใช้งานเกียร์อัตโนมัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายจะมี ส่วนช่วยทำให้คุณประหยัดเงิน รถยนต์ยุคใหม่ในปัจจุบันมักใช้ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ ซึ่งหลายบริษัทผู้ผลิตพยายามออกแบบมาให้มีความคงทนในระดับหนึ่ง แต่หากผู้ขับใช้งานไม่ถูกต้องหรือขาดการดูแลรักษาที่ดีพอ เกียร์ลูกนั้นก็จะลาจากกันเร็วกว่าปกติ


เมื่อก่อนมีบริษัทรถยนต์บางค่ายโชว์เหนือแจ้งลูกค้าว่าเกียร์อัตโนมัติ ที่ติดตั้งมาให้ใช้งานไม่ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตลอดอายุการใช้ งาน ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่จริง หากมีการรับประกันเมื่อเกียร์เกิดสึกหรอเสียหายโดยเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่ให้ ก็ดีไป ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีค่ายรถแบรนด์ไหนทำแบบนั้น เมื่อเกียร์เกิดเสียหายในระหว่างการรับประกันอายุการใช้งานและยังอยู่ในข้อ สัญญาการรับประกันก็ดีไป แต่เจ้าของรถอาจต้องรอเคลมเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่กับศูนย์บริการโชว์รูมที่ออก รถนานหลายอาทิตย์หรือนานเป็นเดือนๆ จากการทำเอกสารที่ล่าช้าและการรออะไหล่ที่ยาวนานจนน่าเบื่อ


ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้เกียร์ออโตต้องรับภารกรรมมากยิ่งขึ้น จากการที่ต้องวิ่งๆ หยุดๆ ไปตลอดทางเมื่อขับใช้งานในเมือง ทั้งยังต้องรับแรงบิดจากเครื่องยนต์สมัยใหม่ที่มีเรี่ยวแรงพละกำลังมาก มีแรงบิดมหาโหดส่งลงไปยังเพลาขับรวมถึงยังต้องทนรับสภาวการณ์ต่างๆ ของผู้ขับที่ใช้เกียร์ออโตไม่เป็นหรือไม่รู้จักทะนุถนอม


น้ำมันเกียร์ออโตเป็นของเหลวหล่อลื่นที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการ ใช้งานเกียร์อัตโนมัติ นอกเหนือไปจากนั้น วิธีการขับขี่ใช้งานเกียร์ออโตที่ถูกต้องซึ่งเคยเขียนถึงอยู่บ่อยๆ ก็ยังมีความสำคัญในการยืดอายุเกียร์ให้ยาวนานจนลืมขนาดรถผุพังไปแล้ว เกียร์ออโตก็ยังไม่ลาจากตามไปด้วย


ระยะเวลาในการเปลี่ยนของเหลวหรือน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ ตามปกติแนะนำกันอยู่ที่ 20,000 กิโลเมตร หรือประมาณปีละหนึ่งครั้ง เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนเกือบจะทั้งปีทั้งชาติ มีหนาวจริงๆ จังๆ แค่เดือนเดียวเท่านั้น หรือบางที่ก็แค่สามวันอย่างในกรุงเทพฯ เป็นต้น นอกจากฤดูร้อนมากและร้อนตับแตกแล้ว ยังมีฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานนี้ ฝนตกทีไรเป็นต้องเจอกับน้ำท่วมขังทันที จากสภาพท่อระบายน้ำที่เล็กราวกับหลอดดูดกาแฟและปริมาณของฝนจากสภาวะโลกร้อน ที่ตกหนักตกนานจนท่วมสาหัสกันไป


เมื่อต้องวิ่งฝ่าทั้งสภาพรถติดอย่างหนัก วิ่งๆ จอดๆ เดี๋ยวเบรกเดี๋ยวเร่ง เดี๋ยววิ่งฝ่าน้ำท่วมขังที่สูงยังกับการวิ่งอยู่ในคลองแสนแสบ ทำให้ความชื้นสามารถแทรกตัวเข้าไปในระบบเกียร์ ซึ่งมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวอยู่ไม่ใช่น้อยๆ จึงมีคำแนะนำให้เปลี่ยนถ่ายของเหลวพวกน้ำมันเกียร์กันให้เร็วกว่าปกตินั่น เอง ซึ่งระดับมาตรฐานตามเกณฑ์ในการที่จะทะนุถนอมยืดอายุการใช้งานเกียร์ก็อยู่ ที่ 20,000 กิโลเมตร

เมื่อวิ่งฝ่าน้ำท่วม ความชื้นหรือน้ำอาจซึมผ่านซีลของเกียร์ในตำแหน่งที่ต่อเชื่อมกับเครื่องยนต์ ทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เมื่อต้องผจญกับสภาวะน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ บ่อยๆ ก็สมควรที่จะตรวจเช็กเกียร์ว่าซีลรอยต่ออยู่ในสภาพดีหรือไม่ รวมถึงตรวจหาตำแหน่งรอยรั่วของน้ำมันเกียร์ออโต หากเจอก็ควรจะซ่อมแซมให้ดีก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ส่วนรถที่ใช้งานอยู่ตามต่างจังหวัดที่มีรถราน้อยและมีสภาพการจราจรโล่งโจ้ง ไม่ได้วิ่งๆ จอดๆ เหมือนในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ระยะทางในการเปลี่ยนถ่ายของเหลวน้ำมันเกียร์อัตโนมัติยืดมาอยู่ที่ 3-40,000 กิโลเมตร หรือตามแต่เห็นสมควรแต่ไม่ควรนานเกินสองปีหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นขับถึง 40,000 กิโลเมตร ก่อนถึงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายตามเวลา ก็สามารถเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ได้เลยไม่ต้องรอ


น้ำมันเกียร์ออโตหรือเรียกน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับ กระปุกเกียร์แบบอัตโนมัติ ประกอบด้วย น้ำมันล่อลื่นชนิดพิเศษ และสารเติมแต่งหลายชนิด อาทิ สารปรับสภาพความหนืด สารป้องกันการกัดกร่อน และการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน สารต้านการเกิดฟอง สารเพิ่มแรงกด เป็นต้น

หน้าที่ของน้ำมันเกียร์
1. ถ่ายกำลังจากปั๊มไปยังกังหันในทอร์คคอนเวอร์เตอร์
2. ถ่ายพลังไฮโดรลิกไปควบคุมการทำงานของคลัตช์ และอุปกรณ์ภายในกระปุกเกียร์
3. ถ่ายเทความร้อนจากกระปุกเกียร์ออกสู่ภายนอก
4. หล่อลื่นแบริ่ง คลัตช์ เฟือง บุช และอุปกรณ์ส่วนอื่นๆ ภายในกระปุกเกียร์
5. ป้องกันการสึกกร่อนของโลหะภายในกระปุกเกียร์
คุณสมบัติน้ำมันเกียร์
1. ไม่ทำปฏิกิริยาหรือกัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติกหรือวัสดุอื่นๆ
2. ไม่ติดไฟ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนได้สูง
3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา
4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่างๆ ได้

ชนิดน้ำมันเกียร์ออโต
1. น้ำมันเดกซ์รอน II โดยจะลื่นมากกว่าน้ำมันเดกซ์รอน F ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนเกียร์จะรู้สึกนิ่มมากกว่า
2. น้ำมันเดกซ์รอน F เหมาะสำหรับเกียร์อัตโนมัติที่มีระบบล็อกของทอร์คคอนเวอร์เตอร์เพื่อป้องกัน การลื่นของคลัตช์ เป็นน้ำมันเกียร์ที่เพิ่มประสิทธิภาพทางความฝืดสูง
ตัวอย่างน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
1. ATF Dexron II ใช้สำหรับเกียร์อัตโนมัติของรถยนต์ทั่วไป และใช้สำหรับเกียร์ผ่อนกำลัง
2. โดแนกซ์ TM ใช้สำหรับเกียร์อัตโนมัติ เกียร์ธรรมดา เกียร์รถบรรทุก เครื่องจักรหนัก
3. โดแนกซ์ TT ใช้สำหรับระบบเกียร์ไฮดรอลิกเฟืองท้าย และระบบ wet brak รถแทรกเตอร์ในการเกษตร
4. โดแนกซ์ TF ใช้สำหรับระบบเกียร์อัตโนมัติรถยนต์ทั่วไป สำหรับประเภท Type F หรือ Type G
5. แทรกเซิล ใช้สำหรับระบบเกียร์ไฮดรอลิกเฟืองท้าย และระบบเบรกที่จุ่มในน้ำมัน สำหรับรถแทรกเตอร์การเกษตร
การตรวจน้ำมันเกียร์
เมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเครื่องจะต้องได้รับการตรวจสอบระดับน้ำมันเกียร์ และสภาพของน้ำมันเกียร์ทุกครั้ง
1. การตรวจระดับน้ำมันเกียร์
– การตรวจระดับน้ำมันเกียร์จะต้องตรวจในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานอยู่ โดยสตาร์ตเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที
– ปลดคันเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งจอด P และดึงเบรกมือให้รถจอดนิ่ง
– ทำความสะอาดรอบๆ บริเวณก้านวัด พร้อมดึงก้านวัดขึ้นมาเช็ดทำความสะอาด
– ทำการเสียบก้านวัดให้เข้าในระดับตำแหน่งเดิม
– ดึงก้านวัดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมสังเกตระดับน้ำมันเกียร์ที่เป็นรอยคราบของน้ำมันที่ก้านวัด
– ระดับก้านวัดจะมีรอยปิ่น 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน
– ระดับน้ำมันเกียร์ที่พอเหมาะจะต้องอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าขีดล่างของเครื่องร้อนหรือไม่ต่ำกว่าขีดที่ 3 นับจากล่างขึ้นบน
– หากระดับต่ำกว่าขีดที่ 3 แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ไม่เพียงพอจะต้องเติมให้เต็มถึง รอยที่ 4 ระดับน้ำมันเกียร์ที่ต่ำเกินไปจะทำให้เกิดการดูดอากาศเข้าห้องเกียร์ หากระดับสูงเกินไปจะสูบออกเพราะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเกียร์
2. การตรวจสภาพน้ำมันเกียร์
โดยปกติน้ำมันเกียร์ที่ยังไม่ได้ใช้งานจะมีสภาพสีเหลืองใสหรือสีออกแดงใส หากใช้งานไปนานๆ หรือมีสภาพของกระปุกเกียร์มีปัญหาจะทำให้น้ำมันเกียร์มีลักษณะสีน้ำตาลหรือ สีดำข้น ซึ่งจะเปลี่ยนถ่ายใหม่น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพที่เกิดจากปัญหาของกระปุก เกียร์อาจเกิดจากหลายกรณี ได้แก่
– มีฝุ่นผงของแผ่นเบรกเบรนหรือแผ่นคลัตช์ผสม จนไหลเวียนไปตามส่วนต่างๆ ทำให้ระบบน้ำมันไฮโดรลิกอัดตัวแน่นกับเสื้อลิ้น เมื่อเข้าเกียร์จะทำให้เกิดเสียง
– การมีน้ำหล่อเย็นไหลเข้าห้องเกียร์จะทำให้น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพ และเน่าเสียเร็ว ซึ่งสังเกตได้จากการแยกชั้นของน้ำกับน้ำมัน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ใหม่ และทำความสะอาดกระปุกเกียร์ทั้งหมด.
ข้อมูลบางส่วนจาก
http://www.siamchemi.com
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
credit by :  http://www.thairath.co.th/content/495127

Read More...


เบรกคาร์บอนเซรามิก อภิมหาโคตรเบรก


เมื่อรถยนต์มีเรี่ยวแรงมากยิ่งขึ้น การหยุดยั้งด้วยระบบห้ามล้อแบบธรรมดาแทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับการลดความเร็ว เมื่อทำการห้อมาอย่างเต็มเหนี่ยว ในปัจจุบัน วัสดุพวกคาร์บอนเซรามิกที่ใช้ทำจานเบรกและคาลิปเปอร์เบรกอะลูมินั่มอัลลอย แบบ 6 กระบอกสูบเริ่มเข้ามาแพร่หลายในวงการรถแรงมากยิ่งขึ้น คาร์บอนเซรามิกถูกนำมาใช้ในระบบเบรกหรือระบบห้ามล้อครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยถูกบรรจุอยู่ในระบบห้ามล้อของเครื่องบินโดยสารแบบ Vickers VC10


จานดิสก์เบรกชนิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Dunlop หลังจากนั้นจึงถูกปรับปรุงเพื่อนำมาใช้งานเป็นระบบห้ามล้อของเครื่องบิน โดยสารความเร็วสูงแบบ Concorde ซึ่งเป็นเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียง 2 เท่าที่มีความเร็วในการร่อนลงจอดสูงมากกว่าเครื่องบินโดยสารแบบปกติทั่วไป จากประสิทธิภาพในด้านการทนทานต่อสภาวะต่างๆ ในการเบรกที่ความเร็วสูง โดยสามารถดูดซับแรงเบรกได้มากกว่าเบรกแบบปกติถึง 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับจานดิสก์เบรกแบบเหล็กหล่อ แถมยังมีพลังในการหยุดยั้งมากกว่าจานแบบเหล็กถึง 4 เท่า ด้วยน้ำหนักที่เบากว่าจานเหล็กหล่อทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบรองรับ หรือช่วงล่างดีขึ้นเนื่องจากน้ำหนักกดทับที่ล้อลดลง

การพัฒนาระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกเกิดขึ้นจากแนวคิดในการนำเอาเส้นใย คาร์บอนเสริมยึดเข้ากับโครงสร้างคาร์บอน กรรมวิธีในการผลิตมีความแตกต่างจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ขึ้นรูปตัวถังหรือ ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ต้องการลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่ง ในจานเบรกคาร์บอนเซรามิกจะประกอบด้วยเส้นใยซึ่งเป็นส่วนผสมของเรซินกับแป้ง เสริมด้วยเส้นใยคาร์บอน ข้อดีของคาร์บอนก็คือความทนทานและความแข็งแกร่ง ต้นทุนการผลิตที่สูงลิบลิ่วมากกว่าการผลิตระบบเบรกแบบธรรมดาทำให้เบรกแบบ คาร์บอนเซรามิกแพร่หลายเฉพาะในรถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์ รวมถึงรถที่มีแรงม้าสูงเกินกว่า 400 ตัว เช่น BMW M3/M4 ที่มีระบบเบรกแบบนี้เป็นออฟชั่นเสริมสำหรับลูกค้าที่ต้องการประสิทธิภาพของ การหยุดในระดับสูงสุด

ปี ค.ศ. 1988 วิศวกรอังกฤษได้นำเอากระบวนการเชิงโครงสร้างของคาร์บอนเซรามิกมาใช้ใน โครงการรถไฟความเร็วสูง TGV ของฝรั่งเศส ระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิกสามารถทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงมากขณะใช้เบรกได้ เป็นอย่างดี โดยสามารถรองรับได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 600 องศาเซลเซียส คาร์บอนเซรามิกที่นำมาปรับใช้โดยขึ้นรูปเป็นจานดิสก์เบรกนั้น ถูกนำไปใช้งานในวงการมอเตอร์สปอร์ตจนแพร่หลายมาถึงรถยนต์ที่มีพละกำลังมากๆ เช่นรถซุปเปอร์คาร์ที่ต้องการพลังในการหยุดยั้งมากกว่ารถยนต์ทั่วๆ ไป ตัวจานดิสก์ที่ผลิตขึ้นจากคาร์บอนเซรามิกนับเป็นวัสดุในระบบเบรกที่มีความ แข็งแรงสูงสุดแถมยังมีน้ำหนักที่เบามากกว่าจานเบรกแบบเหล็กหล่อเทียบเป็น เปอร์เซ็นต์ แล้วจานดิสก์เบรกแบบคาร์บอนเซรามิกนั้นจะเบากว่าจานเหล็กถึง 45%

ความสามารถในการทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงมากขณะผู้ขับใช้เบรกอย่างต่อ เนื่องทำให้ระบบห้ามล้อแบบนี้เริ่มได้รับความนิยมไปทั่ว ดิสก์เบรกแบบเซรามิกมีคุณสมบัติทนความร้อนสูงและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิแบบฉับพลัน ผู้ขับสามารถใช้เบรกได้อย่างต่อเนื่องแบบยิ่งร้อนยิ่งดีโดยระบบเบรกแบบ คาร์บอนไม่สู้เท้าหรือไม่มีอาการเบรกเฟดแต่อย่างใดทั้งสิ้น ให้สัมผัสของการเบรกเพื่อควบคุมทิศทางได้ดีกว่าเบรกชนิดอื่นด้วยน้ำหนักใต้ สปริงที่ลดลง ความคงทนถาวรเมื่อนำมาปรับใช้ในรถถนนที่มีแรงม้าสูงลิบสามารถใช้งานบนถนนได้ ดีพอๆ กับในสนามแข่งโดยแทบจะไม่มีการสึกหรอทางกลไกแถมยังมีอายุการใช้งาน ยาวนานกว่าจานเหล็กหลายเท่าตัว


สำหรับรถสปอร์ตคันแรกที่นำเอาระบบห้ามล้อแบบนี้มาใช้งานเป็นครั้งแรก ก็คือรถ Porsche 911 GT2 รุ่นปี ค.ศ. 2002 หลังจากนั้นด้วยประสิทธิภาพอันโดดเด่นทำให้เบรกแบบคาร์บอนเซรามิกแพร่ระบาด ไปทั่ว โดยมีทั้งแบบออฟชั่นเสริมที่เจ้าของรถต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อทำการติดตั้ง หรือแบบติดตั้งมาให้เสร็จเรียบร้อยจากโรงงาน ความสามารถของเบรกชนิดนี้ ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น รถสปอร์ตของ Jaguar รุ่น F-Type R Coupe น้ำหนัก 1,650 กิโลกรัม ที่ต้องพึ่งพาระบบเบรกคาร์บอนเซรามิกจากพละกำลังที่มากถึง 542 แรงม้า จานเบรก ผ้าเบรกชุดเดียวสามารถนำเจ้าเสือกระโดด Jaguar F-Type R Coupe ลงทำการแข่งขันแบบเอ็นดูรานซ์ 24 ชั่วโมง ซึ่งรถแข่งจะต้องวิ่งไกลถึงกว่า 3,000 กิโลเมตร ด้วยชุดเบรกเพียงแค่ชุดเดียวและไม่ต้องการการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนชิ้นส่วน ตลอดระยะทางของการแข่งขันอีกด้วย ปัจจุบันค่ายรถสปอร์ตชั้นนำระดับโลกได้นำเอาระบบเบรกชนิดนี้มาใช้งาน โดยติดตั้งมาให้จากโรงงานไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่มเพื่อติดตั้งภายหลัง เช่น Ferrari / Lamborghini / Aston Martin / Porsche / Jaguar /Mercedes Benz / McLaren.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
credit by :  http://www.thairath.co.th/content/493309

Read More...





ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer






ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/




























































เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
...
วิธีบำรุงรักษารถยนต์,แนะนำการดูแลรถยนต์ป้ายแดงและรถมือสองให้ถูกวิธี,autopart,parts accessories,car accessories,auto accessories,parts category บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.