วอร์มอัพ-คูลล์ดาวน์

คงไม่มีใครปฎิเสธว่าเราต้องการให้รถยนต์คู่ใจ ที่บางคนต้องใช้เวลาเก็บเงินนานแสนนาน กว่าจะซื้อมาได้สักคันมาครอบครอง มีอายุการใช้งานที่ยืนยาว


คงไม่มีใครปฎิเสธว่าเราต้องการให้รถยนต์คู่ใจ ที่บางคนต้องใช้เวลาเก็บเงินนานแสนนาน กว่าจะซื้อมาได้สักคันมาครอบครอง มีอายุการใช้งานที่ยืนยาว แล้วจะทำอย่างไรละ ให้รถแสนรักมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น "รู้ก่อนเหยียบ" มีคำตอบมาให้

เริ่มต้น...ด้วยการตรวจเช็กรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ ทั้ง “ภายใน-ภายนอก” ไล่ตั้งแต่...ตรวจแรงดันลมยาง ยางอะไหล่และแม่แรง ตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่อง-น้ำมันเกียร์-น้ำมันเบรค-น้ำหล่อเย็น-น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงสังเกตรอยรั่วซึมใต้ท้องรถ ถ้าพบให้รีบแก้ไข ปัดน้ำฝนยังใช้การได้ดีอยู่หรือไม่ ไฟส่องสว่าง ทั้งไฟหน้า-ไฟท้าย-ไฟเบรค-ไฟเลี้ยว

เมื่อทุกย่างเรียบร้อย...ขั้นตอนต่อไปก็เริ่ม "วอร์มอัพ" คือการอุ่นเครื่องยนต์ให้มีสภาวะที่เหมาะสมก่อนการใช้งาน โดยสตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วปล่อยให้เครื่องเดินเบา 3-5 นาทีก่อนออกรถ

เหตุผลที่ต้องวอร์มอัพ เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายตัวของชิ้นส่วนโลหะอย่างรวดเร็ว ที่เป็นสาเหตุหลักของการสึกหรอจนเกิดความเสียหาย และเพื่อให้ปั้มน้ำมันเครื่อง ทำงานฉีดน้ำมันเครื่อง หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ จนเต็มระบบ

จะทำอย่างไร...ถ้าไม่มีเวลาหรือสถานที่ไม่เอื้ออำนวย ด้วยประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องที่พัฒนาไปไกลในปัจจุบัน สามารถใช้วิธีการขับช้าๆ ด้วยความเร็วต่ำและรอบเครื่องยนต์ต่ำเพื่อ “วอร์มอัพ” เครื่องยนต์แทนได้ เมื่ออุณหภูมิเครื่องยนต์ถึงระดับปกติ ก็พร้อมลุยได้เลย

ส่วน "คูลล์ดาวน์" คือการลดความร้อนสะสมในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ตัวอย่างเช่น เราขับรถด้วยความเร็วสูงเครื่องยนต์อยูในสภาวะทำงานหนัก ไม่ควรดับเครื่องทันที เพราะในชิ้นส่วนเครื่องยนต์-น้ำมันเครื่อง-น้ำหล่อเย็น ยังคงมีความร้อนสะสมอยู่ภายใน ต้องปล่อยให้เครื่องยนต์ เดินเบาอย่างน้อย 3-5 นาที เพื่อถ่ายเทความร้อนออกจากชิ้นส่วนนั้น ๆ ก่อนจะดับเครื่อง

หากไม่มีเวลาในการ “คูลล์ดาวน์” สามารถใช้วิธีเดียวกันกับการ “วอร์มอัพ” ได้เช่นกันโดยค่อย ๆ ลดความเร็วในการขับขี่ให้ต่ำลง อย่างน้อย 3-5 นาทีก่อนจะจอดรถและดับเครื่อง หรือจะหาอุปกรณ์เสริม “เทอร์โบ ไทม์เมอร์” ที่มีขายอยู่เกลื่อนตลาดบ้านเรา (รถไม่มีเทอร์โบก็ติดได้) ราคาตั้งแต่ 300-1,200 บาท มาติดตั้ง เพื่อหน่วงเวลาการดับเครื่องยนต์ก็ได้ เพียงเท่านี้ก็สามารถลดการสึกหรอ ยืดอายุการใช้งานของรถคู่ใจท่านได้ไปอีกนาน.

ช่างเอก


ข้อมูลประกอบ :วิธีปรับองศากระจกรถ เพื่อความปลอดภัยระหว่างการขับขี่

ข้อควรรู้ในการปรับองศากระจกรถ ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นทัศนวิสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยตลอดทุกการเดินทาง ดังนี้

1.การปรับกระจกมองหลัง ควรปรับให้มองเห็นภาพด้านหลังในมุมกว้างที่สุด ซึ่งเมื่อนั่งในตำแหน่งคนขับ ต้องมองไม่เห็นศีรษะของผู้ขับขี่

2.การปรับกระจกมองข้างฝั่งคนขับ ควรปรับให้กระจกกางออกและตั้งฉากกับตัวรถ จนเห็นด้านข้างของตัวรถน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นทัศนวิสัยด้านข้างและด้านหลังได้กว้างยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถคันที่ขับตามมาทางด้านหลังได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะไกลโดยเฉพาะหากมีรถขับแซงทางด้านขวา ผู้ขับขี่จะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนและทันท่วงที

3.การปรับกระจกมองข้างฝั่งผู้โดยสาร ต้องปรับเช่นเดียวกับกระจกฝั่งคนขับ ซึ่งการปรับกระจกมองข้างทั้งสองด้านนี้ ต้องระมัดระวังไม่ให้เห็นตัวรถมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดจุดบอดในการมองเห็น จนส่งผลให้มองเห็นรถคันอื่นในระยะช้ากว่าปกติและกระชั้นชิดเกินไป

หากรถของคุณมีกระจกข้างที่พับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า ต้องระมัดระวังไม่ใช้มือพับเก็บหรือกางกระจกออกโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบกลไกชำรุดและต้องเสียค่าซ่อมบำรุงกระจกในราคาค่อนข้างสูง

สุดท้ายนี้ ผู้ขับขี่ทุกคนควรตรวจสอบความสะอาดของกระจกรถก่อนออกเดินทางทุกครั้ง ว่าไม่มีคราบสกปรกที่จะบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็น เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการขับขี่ได้อีกมาก ซึ่งรวมถึงการไม่พูดโทรศัพท์ หรือถ่ายภาพเซลฟี่ระหว่างขับขี่ด้วยเช่นกัน
..........................
ขอบคุณข้อมูลจาก "ฟอร์ด ประเทศไทย"
www.corporate.ford.com

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/295451/_วอร์มอัพ-คูลล์ดาวน์_

Read More...


เรื่องของผ้าเบรก


เดิมทีผ้าเบรกจะมีส่วนผสมที่สำคัญคือ "แร่ใยหินแอสเบสตอส" เนื่องจากมันมีราคาถูกเมื่อเบรกจะเป็นผงสีขาวไม่รู้สึกสกปรกที่กระทะล้อ และเสียงก็ยังเงียบ

ผ้าเบรกเป็นอุปกรณ์สร้างแรงเสียดทาน โดยการกดเข้ากับดิสก์ หรือ ดรัมเบรก เดิมทีผ้าเบรกจะมีส่วนผสมที่สำคัญคือ "แร่ใยหินแอสเบสตอส" เนื่องจากมันมีราคาถูกเมื่อเบรกจะเป็นผงสีขาวไม่รู้สึกสกปรกที่กระทะล้อ และเสียงก็ยังเงียบ แต่ข้อเสียคือผงฝุ่นสีขาวดังกล่าวสามารถเข้าไปฝังตัวร่างกายมนุษย์และก่อให้เกิดมะเร็งในปอด ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังทนความร้อนต่ำ จนเกิดอาการเบรกเฟดหรือลื่นเมื่อใช้งานหนัก ด้วยเหตุผลดังกล่าวในหลายประเทศจึงมีกฎหมายห้ามผลิต-นำเข้า-ใช้ ผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของ "แร่ใยหินแอสเบสตอส" แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีการห้าม ต่อมาจึงมีการพัฒนาผ้าเบรกอีกชนิดที่มีส่วนผสมของ แกรไฟต์และคาร์บอน โดยเมื่อเบรกจะมีผงสีน้ำตาล-ดำ มีคุณสมบัติทำงานได้ดีในความร้อนสูง

ผ้าเบรกที่ใช้กันบนโลกใบนี้มีด้วยกันอยู่ 5 กลุ่ม

1.ASBESTOSเป็นผ้าเบรกยุคเก่าที่ใช้แร่ใยหินเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากมีราคาถูก และให้แรงเสียดทานได้ดี ที่ อุณหภูมิต่ำๆ แต่มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจต่อสิ่งมีชีวิต

2.NAO (NON ASBESTOS ORGANIC) เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ใยสังเคราะห์ที่ไม่ใช่โลหะ ลักษณะเด่นคือน้ำหนักเบา ง่ายต่อการควบคุมไม่ให้เกิดฝุ่นหรือเสียง และให้แรงเสียดทานสูง แต่จะมีข้อจำกัดที่ส่วนมากจะต้องการส่วนผสมหลายชนิด การทนอุณหภูมิการใช้งานที่สูงมากๆไม่ค่อยดี คายความร้อน ได้ยากและที่สำคัญใยสังเคราะห์ยังคงมี อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอยู่บ้าง

3.Semi-Metallic เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ใยเหล็ก ลักษณะเด่นตรงมีความปลอดภัยสูงมากต่อระบบทางเดินหายใจ และมีความสามารถในการทนต่อการใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ดี แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการควบคุมไม่ให้เกิดเสียงดังและฝุ่น

4.Fully Metallic หรือ Metallicเป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ผงเหล็กละเอียดมาขึ้นรูป ซึ่งผงเหล็กที่ใช้จะเป็นผงเหล็กพิเศษโดยจะมีคุณสมบัติของแรงเสียดทานอยู่ในตัว ในกลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษสามารถทนต่ออุณหภูมิการใช้งานที่สูงมากได้

5.Advance Materialเป็นผ้าเบรกที่ใชักลุ่มวัตถุดิบที่อยู่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้วโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ที่มีคุณ ลักษณะพิเศษต่างๆตามความต้องการของผู้ใช้

เกรดผ้าเบรก

เกรดมาตรฐาน (S-Standard) ใช้กับรถยนต์ทั่วไป ส่วนผสมของเนื้อผ้าเบรกนิ่มสร้างความฝืดได้ง่าย สามารถลดความเร็วได้ทันที ไม่ต้องการการอุ่นผ้าเบรก ทำงานได้ดีเฉพาะช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลาง สาเหตุที่รถยนต์ทั่วไปถูกกำหนดให้ใช้ผ้าเบรกเกรดนี้ เพราะส่วนใหญ่มีการใช้ความเร็วสูงนัก ซึ่งนับว่าเพียงพอในระดับหนึ่ง

เกรดกลาง (M-Medium-Metal) ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของโลหะอ่อน หรือวัสดุที่สามารถสร้างแรงเสียดทานเมื่อมีความร้องสูงได้ดี มีความแข็งปานกลาง สามารถรองรับการเบรกในช่วงความเร็วปานกลาง-สูงได้ดี ทนทานต่อความร้อนสะสมในการเบรกสูงขึ้นกว่าเกรดผ้าเบรกเกรดมาตรฐาน แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งานช่วงความเร็วต่ำ-ปานกลางได้ดี ไม่ต้องอุ่นผ้าเบรก แต่มีราคาสูงกว่า ผ้าเบรกเกรดมาตรฐาน

เกรดกึ่งแข่ง (R-Racing) เป็นผ้าเบรกเกรดพิเศษ เนื้อของผ้าเบรกมักจะมีการผสมของผงเนื้อโลหะไว้มาก การใช้งานในเมืองด้วยความเร็วต่ำจึงต้องมีการอุ่นผ้าเบรกให้ร้อนก่อน ซึ่งถูกผลิตเพื่อรองรับรถยนต์สมรรถนะสูง-รถแข่ง เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง หรือมีความร้อนสะสมที่ผ้าเบรกจากการเบรกถี่ ๆ และรุนแรงจึงไม่ค่อยเหมาะกับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไป

การเลือกใช้ผ้าเบรก

ในรถยนต์ทั่วไปแนะนำให้เลือกใช้ เกรดมาตรฐาน หรือ เกรดกลาง ที่มีขายอยู่สารพัดยี่ห้อ โดยเลือกให้เหมาะสมกับการขับขี่ของตัวเองและที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงผ้าเบรกที่ส่วนผสมของ "แร่ใยหินแอสเบสตอส" ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและระบบทางเดินหายใจของสิ่งมีชีวิต

เทคนิคที่ต้องรู้

ทุกครั้งหลังจากเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ ไม่ว่าท่านจะเจียร์จานเบรกหรือไม่ก็ตาม ควรจะมีการ Bedding-in เบรกซะก่อน โดยการเบรกแบบนิ่มนวล 200 กิโลเมตรแรก จุดประสงค์เพื่อให้ผ้าเบรกและตัวกับจานจับได้แนบสนิทและได้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน

…......................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย...ช่างเอก

ข้อมูล : บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/298963/เรื่องของผ้าเบรก

Read More...


'เบรก' อย่าคิดว่าไม่สำคัญ


“ระบบเบรก” เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ “เครื่องยนต์” เมื่อดูแลให้อยู่ในสภาพปกติพร้อมใช้ ก็จะเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง

“ระบบเบรก” เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ “เครื่องยนต์” เมื่อดูแลให้อยู่ในสภาพปกติพร้อมใช้ ก็จะเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง เมื่อพูดถึงเบรก หน้าที่สำคัญคือทำให้รถเคลื่อนที่ช้าลง จนชลอตัวหยุด ตามความต้องการของผู้ขับ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้แรงเหยียบกดที่แป้นเบรกเพื่อส่งกำลัง ด้วยระบบไฮดรอลิกซ์ ไปถึงชุดอุปกรณ์ห้ามล้อ

กล่าวคือ เมื่อเราเหยียบเบรก แรงกดจะถูกส่งไปที่ชุดแม่ปั้มเบรกบนที่มีหม้อลมช่วยผ่อนแรง จากนั้นแม่ปั้มเบรกจะทำหน้าที่อัดแรงดันน้ำมันเบรก ผ่านไปยังวาล์วปรับแรงดันให้เหมาะสมกับเบรกหน้า-หลัง หรือชนิดของเบรก ซึ่งจะแตกต่างกันในรถแต่ละรุ่น อาทิ รถที่ใช้ดิสก์เบรก 4 ล้อ ส่วนใหญ่วาล์วจะปรับแรงดันเป็นเบรกหน้า 60 เปอร์เซ็นต์ หลัง 40เปอร์เซ็นต์ ส่วนรถที่ใช้ดิสก์เบรก 2 ล้อหน้า และล้อหลังเป็นดรัมเบรคนั้น วาล์วจะปรับแรงดันเบรกเป็นหน้า70เปอร์เซ็นต์ หลัง 30 เปอร์เซ็นต์

หลังจากผ่านขั้นตอนการปรับแรงดันน้ำมันเบรกจะเดินทางผ่านท่อไปยังแม่ปั้มเบรกล่าง ซึ่งติดอยู่กับดุมล้อ ก่อนกระจายแรงผ่านลูกสูบไปดันผ้าเบรกให้เสียดทานกับจานเบรกจนเกิดความฝืดส่งผลให้รถชลอความเร็วลง จนหยุดในที่สุด

ชนิดของเบรก

ดรัมเบรก (Drum Brake) เป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของระบบเบรกที่ทำหน้าที่ในการห้ามล้อซึ่งมีหลักการทำงานของการขยายและหุบตัวของฝักเบรกภายในจานเบรกดรัม โดยอาศัยแรงกลไกและไฮดรอลิก ประกอบด้วยจานเบรกดรัม แผ่นหลังเบรก ฝักเบรก แม่ปั้มเบรกและสปริงดึงกลับ เมื่อแรงดันมาถึงแม่ปั้มเบรก ลูกสูบดันฝักเบรกให้กางออก ผ้าเบรกที่ยึดติดอยู่กับฝักเบรกจะต้านกับผนังของจานเบรกดรัม จนเกิดความฝืดทำให้ล้อรถหมุนช้าลง

ดิสก์เบรก (Disc Brake) ประกอบด้วยจานดิสก์ที่ทำจากเหล็กหล่อและหมุนเคลื่อนที่ไปพร้อมกับล้อรถยนต์ คาลิปเปอร์ ที่ติดตั้งครอบลงไปบนจานดิสก์ (ไม่หมุนไปพร้อมล้อ) ภายในคาลิปเปอร์ มีการติดตั้งผ้าเบรกประกบอยู่สองข้างของจานดิสก์ และจะมีแม่ปั้มเบรกติดตั้งอยู่ด้วย เมื่อแรงดันมาถึงแม่ปั้มเบรกลูกสูบดันผ้าเบรก เข้าไปเสียดทานกับจานดิสก์ เพื่อให้เกิดความฝืด

ลางบอกเหตุระบบเบรกมีปัญหา

คราวนี้เรามาเริ่มสังเกตอาการเมื่อระบบเบรกมีปัญหากันเถอะ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเริ่มที่

เบรกติด/เบรกค้าง อาการเหมือนเหยียบเบรกอยู่ตลอดเวลา รถจะหน่วงเคลื่อนตัวได้อยาก มีกลิ่นเหม็นไหม้ จอดแล้วเข็นรถไม่ไป เป็นอาการของเบรกติด/เบรกค้าง ส่วนใหญ่เกิดจากการยางกันฝุ่นแม่ปั้มเบรกล่างฉีกขาด ทำให้มีน้ำซึมเข้าไปจนเกิดสนิมลูกสูบเบรก ไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าออกได้สะดวก การแก้ไขคือ ถอดมาขัดสนิม แล้วเปลี่ยนชุดซ่อมแม่ปั้มเบรก แต่ถ้ามีสนิมมากจนเกิดตามด ต้องเปลี่ยนลูกสูบเบรก หรือแม่ปั้มทั้งชุดเพื่อป้องกันน้ำมันเบรกรั่ว

เบรกต่ำ อาการนี้เหยียบเบรกแล้วจะรู้สึกว่า แป้นเบรกจมลงต่ำกว่าปกติ โดยถ้าเหยียบค้างไว้แป้นจะค่อย ๆ จมลง ส่วนใหญ่เกิดจาก ลูกยางแม่ปั้มเบรกบน ฉีกขาด สึกหรอ หรือบวม ทำให้แรงดันเบรกลดลง ต้องออกแรงเบรกมากขึ้น หรือต้องเหยียบแบบย้ำหลาย ๆ ครั้งถึงจะเบรกอยู่

เบรคสั่น คือเหยียบแล้ว แป้นเบรกเกิดอาการสั่นๆ ถึงพวงมาลัย หรือสั่นสะท้านไปทั้งคัน สาเหตุเกิดจากจานเบรกเกิดการคดบิดตัว เพราะการใช้งานที่รุนแรงกินไป อาทิการขับรถมาเป็นระยะทางไกลหรือใช้เบรกอย่างต่อเนื่องจนร้อนแล้วจอดล้างรถ ทั้งนี้จานเบรกที่ร้อนจัดแล้วถูกน้ำจะบิดตัวได้ง่าย หรือลูกปืนล้อหลวม น็อตล้อหลวม ผ้าเบรกสึกไม่เท่ากัน อาการนี้เกิดได้ทั้งระบบดิสก์และดรัมเบรก

เบรกเสียงดัง คือเสียงดังขณะเบรก ส่วนใหญ่เกิดจากผ้าเบรก และจานเบรก เช่นผ้าเบรกหมด จนเหล็กสีกับจานเบรก จานเบรกเป็นรอยมากเนื่องจากฝุ่น และกรวดทรายหลุดเข้าไปเสียดสี วิธีแก้ต้องเจียร์จานเบรกใหม่ แต่ถ้าผ้าเบรกใหม่ จานเบรคเรียบดี เสียงที่ดังมักเกิดจากตัวผ้าเบรกที่คุณภาพต่ำเอง

เบรกเฟด คืออาการเลื่นเบรกไม่อยู่ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง หรือเบรกติดต่อกันหลายครั้ง มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูง แตะเบรกครั้งแรกจะปกติ แต่หลังจากนั้นกลับเกินอาการลื่นเบรกไม่อยู่ สาเหตุเกิดจาก ความร้อนของจานเบรกที่สูงเกินไป เนื่องจากการระบายความร้อนไม่ดี ผ้าเบรกทนความร้อนต่ำ รวมถึงน้ำมันเบรกที่ทนความร้อนต่ำ

เบรกทื่อ/เบรกตื้อ มีอาการเหยียบแล้วรู้สึกว่าเบรกแข็งๆ ต้องออกแรงเหยียบมากเดิม อาการเบรกทื่อนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ แรงดูดสุญญากาศของหม้อลมน้อยเกินไป หรือผ้ายางภายในหม้อลมรั่ว วาล์วเสียหรือสายลมรั่ว

เบรกหมด มีอาการเบรกแล้วเกิดเสียงดัง เหมือนเหล็กสีกัน และจะเบรกไม่ค่อยอยู่ เป็นอาการของผ้าเบรกหมด ในผ้าเบรกบางรุ่นจะมีตุ่มหรือแถบโลหะมาแตะกับจานดิสก์เบรก เมื่อผ้าเบรกเหลือน้อยกว่า 2มิลลิเมตร เพื่อเตือนให้เกิดเสียงดัง หรือติดตั้งไฟโชว์ที่หน้าปัดเพื่อบอกให้ผู้ใช้รถ ต้องรีบเปลี่ยนผ้าเบรก ถ้าหากยังไม่เปลี่ยนจะทำให้ผ้าเบรกที่หมดสีกับจานดิสก์เบรกเสียหาย จนต้องเสียเงินเปลี่ยนจานดิสก์เบรกใหม่

เบรกแตก คือเมื่อเหยียบแป้นเบรกแล้วแป้นจมจนสุดแต่ไม่สามารถชลอรถได้ เหมือนไม่มีเบรก สาเหตุเกิดจากมีรอยรั่วในระบบ เช่น ท่อแป๊ปเบรกผุกร่อนจนรั่ว สายอ่อนเบรกแตก ผ้าเบรกหมดเป็นเวลานาน จนทำให้ลูกสูบเบรกหลุดตามมา และเมื่อน้ำมันเบรกรั่วออกจนหมด จากระบบก็จะเกิดอาการเบรกแตก

การดูแลรักษาระบบเบรก

น้ำมันเบรก แม้ว่าไม่มีการรั่วซึมก็ควรเปลี่ยนถ่ายปีละ1ครั้ง เนื่องจากน้ำมันเบรกมีส่วนประกอบมาจากน้ำมันแร่ จึงมีการรวมตัวกับไอน้ำจนเกิดควมชื้นได้ง่าย ส่งผลให้ระบบเบรกเกิดสนิม น้ำมันเบรกควรเลือกใช้ให้ตรงกับมารตราฐานที่ผู้ผลิตกำหนดไว้

การตรวจสอบผ้าเบรก ผ้าเบรกเป็นส่วนที่สึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น ผ้าเบรกที่ใช้แล้วความหนาจะลดลงเรื่อยๆ ในเมื่อมีความหนาต่ำกว่า3มิลลิเมตรควรเปลี่ยนทันที

การเปลี่ยน/เจียร์จานเบรก ผ้าเบรกที่มีโลหะผสมอยู่มาก ฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรกหมด จะทำให้จานเบรกเป็นรอย การขับรถลุยน้ำขณะที่จานเบรกร้อน จะทำให้จานเบรกคดบิดตัว ต้องทำการเจียร์จาน แต่การเจียร์จะทำให้จานเบรกบางลงและเมืองบางลงต่ำกว่าค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ควรเปลี่ยนจานเบรกใหม่

ตอนต่อไป...เราจะมาว่ากันถึงเรื่อง “ชนิดของผ้าเบรก” และการเลือกใช้.

…..........................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย “ช่างเอก”

หมายเหตุ : มีปัญหาข้องใจเกี่ยวกับการขับขี่รถยนต์และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ อีเมล์สอบถาม “ช่างเอก” ได้ที่newsdnonline@gmail.com

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/_เบรก_+อย่าคิดว่าไม่สำคัญ

Read More...


อายุยางรถยนต์ - 2 ปี - 5 หมื่นกม.?


หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าวทำให้ หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป

ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของเราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักอย่างน้อย 50 เท่า ทั้งนี้หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าว ทำให้หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป การที่เราใช้อายุ-ระยะทาง มาบอกว่ายางเสื่อมสภาพนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เสื่อมสภาพนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้วิ่ง สภาพอากาศ ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ ฯลฯ

สภาพดอกยาง เราสามารถใช้งานได้ จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จากจุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้าน เมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน

ลักษณะยาง ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจระเบิดได้

บาดแผลบนยาง ถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที

สภาพเนื้อยาง เนื้อแข็ง และกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า ถ้าใกล้หมดสภาพแล้วมักแทบจิกไม่ลง

การดูแลบำรุงรักษายางรถยนต์ในระหว่างการใช้งาน

นอกเหนือจากการเลือกใช้ขนาดยาง, ประเภทของยาง, ชนิดโครงสร้างยางและดอกยาง ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานแล้ว สิ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ทนทานยาวนาน ก็คือการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้

แรงดันลมยาง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกได้ โดยปกติความดันลมยางนี้ จะมีการซึมออกจากตัวยางได้ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจเช็คความดันลมยางอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ (ขณะยางเย็น) เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงและประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ของยาง สำหรับกรณีเพิ่งเปลี่ยนยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คในช่วงการใช้งาน 3,000 กม.แรก เนื่องจากโครงยางมีการขยายตัวในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ความดันลมยางลดลง

เมื่อยางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการใช้งาน จะมีผลทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นกว่าปกติและจะค่อยๆ ลดลงกลับสู่สภาวะปกติหลังหยุดการใช้งาน ดังนั้นไม่ควรปล่อยลมออกขณะยางร้อน สำหรับการใช้งานเดินทางไกลๆ หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่เป็นประจำ ควรเพิ่มความดันลมยางอีก 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว เพื่อช่วยให้โครงยางแข็งแรงมีการบิดตัวน้อยลง เพิ่มการทรงตัวขณะขับขี่ได้ดี และเมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ควรเปลี่ยนวาล์วเติมลมด้วยทุกครั้ง

การบรรทุก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลอย่างมากต่ออายุของยางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมยาง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเติมลมยางสูงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลง

การใช้ความเร็ว ในกรณีของยางใหม่ให้วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. เป็นระยะทางอย่างน้อย 200 กม.เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของยางก่อนการใช้งานในสภาวะทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด และอย่าใช้ความเร็วสูงบนสภาพถนนขรุขระ เพราะจะทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ง่าย

การปะซ่อม ถึงแม้เราจะมีความระมัดระวังในการขับขี่สักเพียงใด แต่บางครั้งการถูกสิ่งมีคมบาดตำยางก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณาถึงการปะซ่อมยางดังนี้

บาดแผลบริเวณหน้ายาง เช่น รูตะปู สามารถปะซ่อมได้ไม่เกิน 2 แผล ระยะห่างของบาดแผลไม่น้อยกว่า 40 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางบาดแผลไม่เกิน 6 มม.

บาดแผลบริเวณไหล่ยาง, แก้มยางและขอบยาง ไม่แนะนำให้ทำการปะซ่อม เนื่องจากความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการยึดเหนี่ยวกับวัสดุปะซ่อม

ศูนย์ล้อของรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งความสำคัญต่อการบำรุงรักษายางรถยนต์ เพราะสภาพศูนย์ล้อของรถยนต์ที่ถูกต้อง จะทำให้ยางมีการสึกหรอเรียบสม่ำเสมอ มีอายุการใช้งานยาวนาน ขับขี่สะดวกสบายและให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนดี โดยปกติการตรวจสอบศูนย์ล้อ ควรทำทุกๆ 6 เดือน หรือทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ หรือทุกครั้งที่มีการซ่อมแซมระบบช่วงล่าง

การสลับตำแหน่งยาง ลดการซ่อมบำรุงยืดอายุการใช้งาน ยางเมื่อผ่านการใช้งานมานาน มักจะเริ่มมีการสึกหรอไม่เรียบเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลง รวมทั้งเกิดปัญหาเสียงยางดังขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกหรอผิดปกติได้ง่ายที่สุด ดังนั้นเพื่อช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น หลังจากคุณเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อถึงระยะทาง 5,000 กม.แรก คุณควรจะสลับยาง และในครั้งต่อไปให้สลับยางทุกๆ 10,000 กม. และควรทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่มีการสลับยาง

การทำความสะอาดยาง เป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับยาง เนื่องมาจากการขับขี่ซึ่งสิ่งสกปรกเหล่านั้น อาจเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติเนื้อยางในระยะยาว ดังนั้นการทำสะอาดบ่อยๆหรือทุกครั้งที่มีความสกปรกเกิดขึ้น ก็จะช่วยปกป้องสภาพยางให้สมบูรณ์ยาวนาน สำหรับอุปกรณ์ในการทำความสะอาดในเบื้องต้น เช่น น้ำสะอาด, ผงซักฟอก เป็นต้น หลังจากนั้นให้ทาเคลือบด้วยสารซิลิโคน ช่วยปกป้องและเพิ่มความเงางามให้กับผิวยางรถยนต์

หากปฏิบัติได้ตามข้อแนะนำข้างต้นรับรองว่ายางรถยนต์ของท่านจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 2 ปี หรือ 50,000 กม.แน่นอน

ในตอนต่อไปเราจะมาว่ากันถึง ลักษณะและการเลือกใช้งานยางรถยนต์แต่ละประเภทกัน.

...............................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย "ช่างเอก"

ขอบคุณข้อมูลจาก....สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/300583/อายุยางรถยนต์+-+2ปี+-+5หมื่นกม.%3F

Read More...


เลือกยางให้เหมาะกับคุณ (ตัวเอง)


ที่กล่าวไว้เมื่อตอนที่แล้ว ว่า “ยางรถยนต์” เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์เราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักยางอย่างน้อย 50 เท่า

ยางติดรถยนต์มาจากโรงงานแต่ละยี่ห้อ-รุ่นนั้น เป็นยางที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งาน โดยผ่านการทดสอบอย่างละเอียดของผู้ผลิตแล้ว แต่เนื่องจาก “ผู้ขับขี่” มีความต้องการที่แตกต่างกัน เราจึงต้อง “เลือกยางให้เหมาะกับคุณ”

ที่กล่าวไว้เมื่อตอนที่แล้ว ว่า “ยางรถยนต์” เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์เราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักยางอย่างน้อย 50 เท่า ดังนั้นเราจึงควรเอาใจใส่ และเลือกยางที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกันออกไป

โดยปกติยางที่ติดรถยนต์ มาจากโรงงานแต่ละยี่ห้อรุ่นนั้น เป็นยางที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งาน ที่ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดของผู้ผลิตรถยนต์แล้ว แต่เนื่องจากผู้ขับขี่แต่ละท่าน มีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ต้องการสมรรถนะในการเกาะถนนที่ดีขึ้น เมื่อใช้ความเร็วสูงต้องการความนุ่มนวลมาก จึงเลือกขนาดยางให้เหมาะสม และตรงกับการ ใช้งาน สำหรับการเปลี่ยนยาง ที่ขนาดแตกต่างไปจากเดิมนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึง ถึงอยู่คือ ความสามารถในการรับน้ำหนัก ต้องใกล้เคียงหรือมากกว่าเดิม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง ต้องใกล้เคียงขนาดเดิม

ผลเสียจากการเปลี่ยนขนาดยางไม่ถูกต้อง

เล็กไป ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ใหญ่ไป ยางเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ พวงมาลัยหนักขณะใช้ความเร็วต่ำ มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

ลักษณะของดอกยางรถยนต์แต่ละประเภท

ดอกยางแบบสวนทาง (Dual) ลักษณะค่อนข้างเป็นดอกละเอียด เน้นความนุ่มสบาย มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ดอกยางประเภทนี้ไม่เหมาะกับขาซิ่ง เท้าหนัก เพราะก็มักมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย แต่มีข้อดีที่เวลาสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร สามารถสับเปลี่ยนกันได้ทุกตำแหน่ง

ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียว (Rotation) ดอกยางลักษณะนี้ มีประสิทธิภาพ ในการรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม รีดน้ำได้ดี มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะ บนถนนมากกว่าดอกยางแบบสวนทาง ดอกยางแบบหมุนทิศทางเดียว นี้ จะมีลูกศรเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยางมาด้วย เมื่อต้องสลับยางต้องดูทิศทางของลูกศรให้ถูกต้อง ดอกยางมีลวดลายค่อนข้างไปทางสปอร์ต ยางหลายๆ รุ่นออกได้สวยงามสะดุดตาจนถูกใจขาซิ่ง แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเมื่ออยากได้ความสวย-เกาะถนน ก็ต้องแลกมากับเสียงที่ดังขึ้นด้วย

ดอกยางแบบไม่สมมาตร (Asysimatic) มีลักษณะเด่นคือ ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะ และรักษาสมดุลของรถในขณะโยนตัวเมื่อเข้าโค้งได้ดี สามารถป้องกันอาการหลุดโค้งได้ดีมาก ดอกยางลักษณะ ด้านในและด้านนอก จะไม่เท่ากัน ซึ่งเหมาะกับทางโค้งมากกว่าทางตรง

แก้มยางเสริมพิเศษ ในยางหลาย ๆ รุ่นมีการเสริมเนื้อของแก้มยางใกล้กับขอบล้อมีลักษณะนูนเล็กๆ เพื่อป้องกันขอบล้อแม็กเสียหายเมื่อขับเบียดขอบฟุตบาธ มักมีให้เห็นในยางแก้มเตี้ยเป็นส่วนใหญ่ ข้อดีคือช่วยให้ใช้งานในเมืองได้สบายใจขึ้น แต่ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการเกาะถนนแต่อย่างไร

วิธีการอ่านข้อมูลที่แก้มยางรถยนต์

ที่แก้มยางรถยนต์ทุกเส้น จะบอกยี่ห้อ รุ่น ขนาดของยาง อัตราสูงสุดของการเติมลม ความสามารถในการรับน้ำหนัก ความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้ สัปดาห์/ ปี ค.ศ.ที่ผลิต และข้อความเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆ ตัวอย่างเช่น P195/55 R15 82T DOT 0515

P หมายถึง ถูกออกแบบให้ใช้กับรถยนต์นั่ง

195 หมายถึง ความกว้างของหน้ายาง ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร

55 หมายถึง ความสูงของแก้มยาง มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์โดยเทียบสัดส่วนกับหน้ากว้างของยาง

R หมายถึง เป็นยางเรเดียล ซึ่งยางเกือบทั้งหมดเป็นยางเรเดียลอยู่แล้ว ในบางโอกาสอาจจะเห็นอักษรตัวอื่น ซึ่งมีอยู่น้อยมาก เช่น D หรือ B ซึ่งแสดงถึงว่าเป็นยางแบบ bias ply tire (ห้ามใช้ยางแบบเรเดียล และ bias ply tire) ผสมกัน

15 หมายถึง เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ มีหน่วยวัดเป็นนิ้ว

82 หมายถึง ดรรชนีน้ำหนักบรรทุก (load index) ซึ่งกำหนด โดยผู้ผลิตยาง (Rubber Manufacturers Association)

T หมายถึง ความสามารถในการทำความเร็วสูงสุด (Tire’s maximum speed rating)

Q ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 160 กม./ชม. (99 mph)

S ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 180 กม./ชม. (112 mph)

T ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 190 กม./ชม. (118 mph)

H ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 200 กม./ชม. (124 mph)

V ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 240 กม./ชม. (149 mph)

Z ความเร็วสูงสุดมากกว่า 240 กม./ชม. (149 mph)

DOT 0515 หมายถึง สัปดาห์และปีที่ผลิต ตัวเลข 2 ตัวแรก 05 บอกถึงสัปดาห์ที่ทำการผลิตยางเส้นนี้คือ สัปดาห์ที่ 5 ขณะที่ตัวเลข 2 ตัวหลัง 15บอกถึงปีที่ผลิต คือปี ค.ศ. 2015

คำเตือนเพื่อความปลอดภัย อย่าเลือกใช้ยางที่ความสามารถในการทำความเร็วต่างกัน ใช้ร่วมในรถคันเดียวกัน และอย่าเลือกใช้ยางที่ความสามารถในการทำความเร็วต่ำกว่าที่ผู้ผลิตรถรุ่นนั้นๆ กำหนด

…..............................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย “ช่างเอก”...

ข้อมูลจาก.... www.toyotabuzz.com

www.bridgestone.co.th

www.mmsboschcarservice.com(บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด)


credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/302247/เลือกยางให้เหมาะกับคุณ+(ตัวเอง)

Read More...


ไฟซีนอนตัวร้ายบนท้องถนน ?


มาเริ่มทำความรู้จักกับไฟซีนอนกันเถอะ โดยระบบไฟส่องสว่างชนิดนี้ ถูกนำมาใช้ในรถอย่างจริงจังเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากรถหรูราคาแพง จากนั้นก็เริ่มขยับนำมาใช้ในรถราคาถูกลง แม้กระทั่งรถกระบะบางยี่ห้อก็มีใช้

กลายเป็นแฟชั่นไปแล้วก็ว่าได้ สำหรับการติดตั้งไฟซีนอน (Xenon ) หรือค่ายรถยนต์เรียกว่า HID ย่อมาจาก High Intensive Discharge เป็นระบบใหม่ของไฟส่องสว่าง ที่ให้ทัศนวิสัยการมองเห็นในยามค่ำคืนดีขึ้น แต่จากการที่หลายสื่อเคยนำเสนอ อาจซับซ้อนจนงง บางคนเข้าใจผิดว่า “ไฟซีนอน” มีความสว่างมากจนแยงตา หรือเป็นของเล่นราคาแพงเพราะถ้าจะติดเพิ่มต้องใช้เงินหลักหมื่น

ดังนั้นเรามาเริ่มทำความรู้จักกับไฟซีนอนกันเถอะ โดยระบบไฟส่องสว่างชนิดนี้ ถูกนำมาใช้ในรถอย่างจริงจังเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากรถหรูราคาแพง จากนั้นก็เริ่มขยับนำมาใช้ในรถราคาถูกลง แม้กระทั่งรถกระบะบางยี่ห้อก็มีใช้ แต่ก็ยังไม่แพร่หลายโดยจะมีใช้ในรถบางรุ่นเท่านั้น สมัยก่อนถ้าใครต้องการจะติดตั้งไฟซีนอนเพิ่ม ก็ตกชุดละเป็นหมื่นบาท ส่วนมากจึงรู้จักไฟซีนอน เพียงผิวเผิน รู้แต่ว่ามีใช้ในรถบงางรุ่นและสว่างดี ส่วนการทำงานจริงเป็นอย่างไร หรือติดตั้งเพิ่มได้ไหม รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

ความแตกต่างจากหลอดฮาโลเจน ที่เรา ๆ คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ลักษณะหลอดจะมีไส้ภายใน บรรจุก๊าซฮาโลเจน โดยจะมีความแตกต่างแค่รายละเอียด ด้านขนาด รูปทรงของฐาน ความสว่าง หรือจำนวนของไส้ โดยมีรหัสเรียก เช่น H1 H2 H3 H4 มีราคาตั้งแต่หลอดละ50 บาท ไปจนถึงหลอดไฟแต่ง หลอดละเป็นพันบาท

เปรียบเทียบการทำงานแบบง่ายๆ ของหลอดฮาโลเจน ก็คือ หลอดไฟแบบมีไส้ จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไป ทำให้ไส้ร้อนเปล่งแสงผ่านก๊าซที่ชื่อ ฮาโลเจนที่บรรจุอยู่ในหลอดรอบตัวไส้ ถ้าหลอดแตกจนก๊าซรั่วหรือไส้ขาดก็เสีย รับไฟ 12 โวลต์ตรงๆ จากระบบปกติของรถ การเปิดให้สว่างก็แค่จ่ายกระแสไฟเข้าไปแสงจะสว่างขึ้นอย่างฉับไว

ส่วนหลอดไฟซีนอน ภายในบรรจุก๊าซชื่อซีนอน ไม่มีไส้โดยตรงแบบฮาโลเจน ทำงานคล้ายกับหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป ต้องมีตัวแปลงกระแสไฟ เรียกว่า บัลลาร์ด ก่อนต่อเข้าตัวหลอด แสงที่ได้มาจะออกมานวล ๆ สำหรับการเปิดให้หลอดซีนอน สว่าง ตัวบัลลาร์ดจะสร้างกระแสไฟฟ้าระดับ 20,000 กว่าโวลต์ ส่งเข้าไปยังตัวหลอดเพื่อจุดในครั้งแรกและในอีกประมาณ 1-2 วินาที ก็จะลดกระแสไฟฟ้าลงเหลือ 12 โวล์ต

สรุปง่ายๆ ว่า ระบบไฟซีนอน มีกระแสไฟเป็นหมื่นโวลต์ถูกสร้างขึ้นด้วยกล่องบัลลาร์ดในช่วงสั้นๆ เพื่อจุดหลอดให้สว่างเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะลดไฟลงมาเหลือไม่กี่สิบโวล์ต แต่คงความสว่างไว้ ตัวหลอดซีนอนจะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที กว่าจะสว่างเต็มที่ หลังจากจุดครั้งแรกจึงทำให้ถูกใช้เป็นแต่หลอดไฟต่ำไม่ใช้กับไฟสูงเพราะสว่างไม่ทัน แต่สำหรับหลอดชนิดที่มีทั้งไฟต่ำและสูงในดวงเดียวกัน โดยจะใช้แม่เหล็กไฟฟ้าเลื่อนตำแหน่งให้เกิดความสูง-ต่ำ

ไฟซีนอนจำเลยสังคม พิพากษาว่าแยงตา หลายคนเชื่อว่า เมื่อไรเป็นไฟซีนอนแท้ แสงต้องแรงสว่างจ้า และแยงตา รบกวนผู้อื่นเสมอ แต่ความจริงแล้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการปรับตั้งโคมไฟ การเลือกค่าอุณภูมิสี ในตอนต่อไปเราจะมาว่ากันถึงการเลือกค่าอุณหภูมิสีหรือค่า K (Kelvin) และค่าความสว่าง (Lumen) ของหลอดซีนอนที่เหมาะสมและใช้งานได้จริง จะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็น ตัวร้ายบนท้องถนน.

….............................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย “ช่างเอก”

….............................

ขอบคุณข้อมูลจาก

-บริษัทโปรเจกต์สมาร์ท จำกัด / www.projectsmt.com

-บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด / www.mmsboschcarservice.com

credit by :  http://www.dailynews.co.th/Content/Article/303800/ไฟซีนอนตัวร้ายบนท้องถนน+%3F

Read More...


ซีนอน เลือกอย่างไร ? ไม่ผิดกฎหมาย-เป็นมิตรกับผู้ร่วมทาง


ดังที่กล่าวไปเมื่อตอนที่แล้วว่า ไฟซีนอนมักตกเป็นจำเลยสังคม ถูกพิพากษาว่าเป็นตัวร้ายบนท้องถนน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการปรับตั้งโคมไฟ การเลือกค่าอุณภูมิสีและค่าความสว่าง ของหลอดไฟซีนอนที่เหมาะสมและใช้งานได้จริงอย่างถูกกฎหมายและเป็นมิตรกับผู้ร่วมทาง

การเลือกค่าอุณหภูมิสีหรือค่า K (Kelvin) และค่าความสว่าง (Lumen) ของหลอดซีนอน

ค่า K เป็นค่าอุณหภูมิของแสงไม่ใช่ค่าความสว่าง ค่า K ยิ่งสูง สียิ่งขาวขึ้น พอเลยจุดที่ขาวที่สุดก็จะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นฟ้า เป็นสีม่วง เป็นชมพูตามลำดับ และเมื่อสูงจนเกินไปจะฟุ้งกระจายสร้างความรำคาญและลดทัศนะวิสัยการมองเหตุของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง ส่วนค่าความสว่างมีหน่วยเป็น Lumen ค่ายิ่งสูงยิ่งสว่างยิ่งมองเห็นชัดเจน

สำหรับค่า K ที่ให้ค่าความสว่างสูงสุดอยู่ที่ราวๆ 3,000 K จะได้ค่าความสว่างอยู่ที่ราวๆ 4,200 Lumenแต่แสงออกสีเหลืองซึ่งใช้งานเป็นไฟหน้ารถปกติจะผิดกฎหมาย โดยสามารถใช้เป็นสปอร์ตไลท์ได้ แต่ต้องเปิดเมื่อมีเหตุอันควรเท่านั้น ส่วนค่า K ที่ให้ค่าความสว่างสูงสุดโดยไม่ผิดกฎหมายควรเป็นค่าเดียวกันกับที่โรงงานผลิตรถยนต์ติดตั้งให้กับรถรุ่นที่มีโคมไฟซีนอนเป็นมาตรฐาน โดยประมาณราวๆ 4,300 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ3,800 Lumen

เปรียบเทียบสัดส่วนอุณหภูมิสีหรือค่า K (Kelvin) และค่าความสว่าง (Lumen)

ที่อุณหภูมิสี 3,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 4,200 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 4,300 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,800 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 5,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,600 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 6,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,400 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 8,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,700 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 10,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,200 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 12,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,000 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 15,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,800 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 17,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,600 Lumen

ที่อุณหภูมิสี 20,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,400 Lumen

ส่วนเรื่องสีของแสง

ที่ค่า 1,000- 2,400K จะได้แสงสีอมเหลืองถึงเหลือง พบในหลอดฮาโลเจน

ที่ค่า 3,000K จะได้แสงสีเหลืองนิยมติดในไฟตัดหมอกหน้า

ที่ค่า 3,800- 6,000K จะได้แสงสีขาวนวลอมเหลือง (หลอดไฟที่ติดรถจากโรงงานมีค่า4,300K )

ที่ค่า 7,000 - 8,000K จะได้แสงสีขาวนวล

ที่ค่า 10,000K จะได้แสงสีขาวอมฟ้า

ที่ค่า 12,000K จะได้แสงสีฟ้าอ่อน

ที่ค่า 15,000 - 16,000K จะได้แสงสีฟ้าเข้ม

ที่ค่า 17,000 - 18,000K จะได้แสงสีอมม่วง

ที่ค่า 20,000K จะได้แสงสีชมพู

กฎหมาย & ไฟซีนอน

ปัจจุบันมีกฎหมายที่บังคับใช้เกี่ยวกับไฟรถยนต์คือ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2(พ.ศ.2522) ออกตามความ พ.ร.บ.จราจรฯ มีเนื้อหาโดยสรุปว่ากำหนดให้ไฟหน้าของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ทุกชนิดที่ใช้งานบนท้องถนน จะต้องมีแสง สีขาว หรือเหลืองอ่อน ติดตั้งสูงจากผิวทางไม่น้อยกว่า 40 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร ซึ่งความสว่างของแสงไฟสามารถส่องทางด้านหน้าได้อย่างชัดเจน และไม่เอียงไปทางขวาจนรบกวนสายตาผู้อื่น

การดัดแปลงไฟหน้ารถให้เป็นแสงสีอื่น หรือทำให้มีความสว่างจ้ามากจนเกินไป เมื่อนำไปใช้งานบนท้องถนน จะสะท้อนเข้ากระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลังของผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้า หรือส่องเข้าตา ผู้ขับขี่ที่ขับสวนทางมา ทำให้สายตาพร่ามัวจนอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ซึ่งผู้ที่ใช้รถที่เพิ่มส่วนหนึ่งส่วนใด เข้าไปจนก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย หรือจิตใจของผู้อื่น มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท.

สรุปไฟซีนอนใช้ได้ในชีวิตจริง เพียงแต่ต้องปรับตั้งโคมไฟ เลือกค่าอุณหภูมิสี ค่าความสว่าง ที่เหมาะสม จะได้ไม่ตกเป็นจำเลยสังคม ตัวร้ายบนท้องถนน

….............................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย “ช่างเอก”

….............................

ขอบคุณข้อมูลจาก

-บริษัทโปรเจกต์สมาร์ท จำกัด / www.projectsmt.com

-บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด / www.mmsboschcarservice.com

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/305418/ซีนอน+เลือกอย่างไร+%3F+ไม่ผิดกฎหมาย-เป็นมิตรกับผู้ร่วมทาง

Read More...


เลือก'แบต'ที่เหมาะกับรถ


เลือก'แบต'ที่เหมาะกับรถ

แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ใช่แหล่ง ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง ถ้าไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ต้องพึ่งกระแสไฟเพิ่มเติม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ให้แอมป์สูงขึ้น
วันศุกร์ 20 มีนาคม 2558 เวลา 08:00 น.

แบตเตอรี่รถยนต์ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยเก็บไฟฟ้า ก่อนทำหน้าที่ ป้อนไปให้อุปกรณ์ต่างๆของรถยนต์ ทำงานได้ อาทิ ระบบจุดระเบิด มอเตอร์สตาร์ท นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ป้อนพลังงานให้กับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ แบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ใช่แหล่ง ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เป็นแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง เมื่อใดก็ตามที่ไดร์ชาร์จ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ผลิตกระแสไฟฟ้า ไม่สามารถผลิตได้ทัน เช่นการขับขี่ในตอนกลางคืนซึ่งใช้ระบบไฟเยอะกว่าปกติ ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้

ขณะเดียวกันถ้าไดร์ชาร์จทำงานได้ดีขึ้น หรือ หมุนเร็วขึ้น ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเหลือจากการใช้งานก็จะถูกส่งกลับเข้าไปยังแหล่งเก็บไฟฟ้าสำรอง (แบตเตอรี่) จนกว่าจะเต็ม ทั้งนี้แบตเตอรี่จะจ่ายไฟออกอย่างเดียวก็เฉพาะตอนสตาร์ทเครื่องยนต์เท่านั้น เพื่อส่งกระแสไฟเข้าสู่มอเตอร์สตาร์ท และ ระบบต่างๆของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้ว ไดร์ชาร์จก็จะทำหน้าที่ประจุไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง นั่นก็หมายความว่า กระแสไฟฟ้าจะถูกจ่ายออกไป และถูกประจุเพิ่มเข้าไป หมุนเวียนเข้าออกแบตเตอรี่อยู่เสมอ ไม่ได้จ่ายออกไปจนหมดอย่างเดียว

หมายความว่าแบตเตอรี่จะหมดได้ก็มีอยู่เพียง 2 กรณี นั่นก็คือ 1. เก็บไฟไม่อยู่ หรือ หมดอายุการใช้งาน 2. ไดร์ชาร์จทำงานผิดปกติ ซึ่งทำให้ประจุไฟเข้าไปยังแบตเตอรี่รถยนต์ได้น้อยมากไม่เพียงพอต่อการใช้งาน หรือ ไม่สามารถประจุไฟเข้าไปได้เลย

อายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์

1. แบบเปียก(กรดตะกั่ว)

นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ แบ่งย่อยออกได้อีกเป็น 2 แบบ คือ แบบที่ต้องเติม และ ดูแลน้ำกลั่นบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง กับ แบบกึ่งแห้ง MF (maintenance free)ไม่ต้องดูแลบ่อย ซึ่งจะกินน้ำกลั่นน้อยมาก โดยทั้ง 2 แบบนี้จะมีฝาปิด-เปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น ในแบบแรกนี้จะมีอายุการใช้งานโดยประมาณ 1.5-2 ปี แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน ข้อดีคือมีราคาถูก อายุการใช้งานยาวนานถ้าดูแลอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ดีเมื่อถึงอายุการใช้งานของมันก็สมควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูก ใหม่ได้แล้ว

2. แบบแห้ง SMF (Sealed Maintenance Free Car Battery) ข้อดีคือไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แต่มีราคาแพง แบตเตอรี่แบบนี้ไม่มีฝาปิด-เปิดสำหรับเติมน้ำกลั่น หรือไม่ก็ถูกซีลทับฝาไปเลย แต่จะมีตาแมวไว้สำหรับไว้คอยตรวจเช็คระดับน้ำกรด และ ระดับไฟชาร์จ

การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ นั้น ถ้าไม่ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์อะไร เพิ่มเติมขึ้นมา อาทิระบบเครื่องเสียงหรือ อุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ต้องพึ่งกระแสไฟ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง เพิ่มขนาดของแบตเตอรี่ให้แอมป์สูงขึ้น เพราะจะเป็นการทำให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตามท่านสามารถเลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดของแอมป์สูงขึ้นได้โดยประมาณ 10-30 แอมป์ ตามความเหมาะสมของการใช้งานแต่ไม่ควรที่ เปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ขนาดแอมป์ลงโดยเด็ดขาด

เลือกขนาดแอมป์ใหเหมาะกับรถคุณ

รถเก๋ง ญี่ปุ่น เครื่อง 1200-1900 ซีซี ใช้แบตเตอรี่ขนาด 45-60 แอมป์

รถเก๋ง ญี่ปุ่น เครื่อง 2000-3000 ซีซี ใช้แบตเตอรี่ขนาด 60-75 แอมป์

รถเก๋ง ยุโรป เครื่อง 2000-3000 ซีซี ใช้แบตเตอรี่ขนาด 75 แอมป์

รถเก๋ง ยุโรป เครื่อง 2800-4000 ซีซี ใช้แบตเตอรี่ขนาด 100 แอมป์

รถกระบะ เครื่อง 2000-3000 ซีซี อ ใช้แบตเตอรี่ขนาด 70-90 แอมป์

ข้อควรระวังในการทำงานกับแบตเตอรี่ เนื่องจากในแบตเตอรี่นั้นมีสารเคมีอยู่ภายใน เช่น สารตะกั่ว น้ำกรด เป็นต้น ดังนั้นในการทำงานกับแบตเตอรี่ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

1. ให้ระมัดระวังไฟ หรือประกายไฟต่างๆ รวมทั้งประกายไฟจากการสูบบุหรี

2. ให้ทำการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา

3. ระวังอย่าให้เด็กเข้าใกล้น้ำกรด และ แบตเตอรี่

4. การจัดวางและจัดเก็บแบตเตอรี่เก่า ควรเก็บในสถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะ ไม่วางทิ้งเกลื่อนกลาด

5. ไม่ควรทิ้งแบตเตอรี่เก่าลงในถังขยะปกติธรรมดาทั่วไป

6. ให้ระมัดระวังอันตรายจากแบตเตอรี่ระเบิด ในขณะที่ทำการชาร์จแบตเตอรี่นั้นจะมีแก๊สเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการระเบิดได้

7. ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำบนตัวแบตเตอรี่ ปฏิบัติตามคู่มืองานซ่อมประจำอู่เรื่องระบบไฟฟ้า และ ปฏิบัติตามคู่มือประจำรถ

8. ให้ระวังอันตรายจากน้ำกรดเวลาเดือด น้ำกรดในแบตเตอรี่นั้นเป็นสารกัดกร่อนอย่างรุนแรง ดังนั้นควรสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตา และ ถุงมือขณะที่ทำงานในกรณีนี้อยู่ รวมทั้งระวังอย่าเอียง หรือ ตะแคงแบตเตอรี่เป็นอันขาด เพราะน้ำกรดสามารถรั่วไหลออกมาทางรูระบายได้

เมื่อตัดสินใจเลือก แบตเตอรี่ ที่เหมาะกับรถคุณได้แล้ว ก็อย่าลืมหาซื้อสายพ่วง แบตเตอรี่ ที่ได้ขนาด-มาตรฐาน ติดรถไว้ด้วยนะครับ เผื่อไว้ช่วยตัวเอง-เพื่อนร่วมทางยามคับขัน

......................................

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ

โดย "ช่างเอก"

ขอบคุณข้อมูลจาก

-คลังแบตเตอรี่ / www.klangbattery.com

-บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด / www.mmsboschcarservice.com

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/308738/เลือก_แบต_ที่เหมาะกับรถ

Read More...


ทำเองก็ได้ไม่ยาก ล้างรถ ล้างล้อ ล้างเครื่อง ในหนึ่งชั่วโมง


เช้าวันอาทิตย์ ตื่นขึ้นมาพอหาอะไรกินเสร็จก็หันไปเห็นลูกชายสุดหล่อโดนฝุ่นเกาะตรึม สภาพหลังจากผ่านการใช้งานมาเพียงแค่หนึ่งอาทิตย์โดยไม่ได้เจอน้ำนั้นสุดจะ บรรยาย โยนโทรศัพท์ทิ้งไปก่อน เล่นโซเชียลคุยไลน์ในสังคมก้มหน้าบางทีคุณอาจไม่รู้ตัวว่าเสียเวลาไปโดยใช่ เหตุ เล่นมากๆ ติดหนักๆ ขั้นปล่อยวางโทรศัพท์ไม่ได้พานไปทะเลาะกับเพื่อนเรื่องความเห็นที่ไม่ตรงกัน จนเลิกคุยกันไปเลยก็เยอะ หาผ้าเช็ดรถ สายยางยาวๆ สักเส้นกับน้ำยาล้างจาน แค่นั้นคุณก็มีอุปกรณ์ที่จะจัดการคราบไคลให้เจ้าตัวแสบแล้ว


ไม้ปัดขนไก่โยนทิ้งไปได้เลย มันคืออุปกรณ์ทำความสะอาจของพวกจอมขี้เกียจ นอกจากจะไม่ได้เรื่องแล้ว ไม้ขนไก่ยังนำพารอยขนแมวให้มาสิงสถิตเนื่องจากฝุ่นที่เกาะอยู่กับสีโดนปัดไป ปัดมาด้วยไม้เจ้ากรรม นานวันเข้า ริ้วรอยขนแมวก็ขึ้นเต็มไปทั้งตัวถัง ผู้คนที่ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด ยังมีคนจำนวนไม่น้อยมักจะนำไม้ปัดขนไก่ที่มีขายอยูทั่วไปมาปัดฝุ่น ไม้ปัดขนไก่อาจจะเป็นทางออกที่ดีเพราะสามารถขจัดฝุ่นได้ดีและรวดเร็ว แต่ขนของไก่ที่เสียชีวิตลงและเข้าไปนอนอยู่ในร้านส้มตำไก่ย่างนั้น เมื่อรวมกับฝุ่นที่เป็นละอองเม็ดเล็กๆ จำนวนมากจะทำให้เกิดริ้วรอยที่ชั้นของแล็กเกอร์ซึ่งใช้เคลือบสีรถ เอาไม้ขนไก่ไว้เล่นกับลูกแมวจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องที่สุด


เริ่มบรรเลงการล้างรถส่วนตัวของคุณโดยฉีดน้ำให้ทั่วจากบนลงล่าง เปิดน้ำเบาๆ เอาผ้าล้างรถที่ดูแล้วไม่มีฝุ่นละอองหรือซักทำความสะอาดผ้าก่อนที่จะนำมาลูบ ตัวถัง ลูบด้วยมือให้ทั่วทั้งคันเพื่อขัดฝุ่นออกจากสีอีกครั้งหลังจากนั้นก็ฉีดน้ำ ตามอีกที แชมพูล้างรถผมไม่ใช้เพราะมีฤทธิ์เป็นด่างซึ่งสีไม่ชอบ ไม่ต้องบอกว่าผงซักฟอก น้ำยาล้างจานที่แนะมาให้นั้นไม่ได้เอามาใช้มาล้างรถแต่เอามาใช้ล้างล้อแทน ครับ น้ำเปล่าๆ ที่ออกมาจากก๊อกน้ำนั่นแหละดีที่สุดครับ ท่านที่ชอบใช้แชมพูล้างรถตลอด เมื่อนำมาล้างรถจะทำให้เกิดการชะล้างในส่วนของ WAX เคลือบชั้นแล็กเกอร์ออก ตามมาด้วยสีรถหมองๆ ไม่เงางาม ใช้แชมพูยาวต่อเนื่องทุกครั้งที่ลงมือล้าง ทำให้ชั้นแล็กเกอร์เสื่อมสภาพไวโดยใช่เหตุ


เช็ดล้างตัวถังเสร็จปล่อยไว้ก่อนแล้วตามด้วยการล้างทำความสะอาดล้อ และยาง ล้ออัลลอยนั้นใช้ฟองน้ำล้างจานชุบซันไลต์เช็ดลูบให้ทั่วทั้งวง ล้อสี่วงกับยางที่กัดฟันซื้อมาด้วยความยากลำบากเวลาล้างทำความสะอาดก็มอง ด้วยความภาคภูมิใจ หากเป็นล้อแบบก้านก็หวานหมูล้างง่ายเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ แต่หากเป็นล้อพวก BBS ลาย RS ที่เต็มไปด้วยซี่ถี่ๆ หาแปรงสีฟันมาชุบน้ำยาล้างจานแปรงลงไปตามร่องซี่ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่เหมือน กัน ผลลัพธ์ที่ได้คือล้อกลับมาเงางามเหมือนตอนที่ควักตังค์จ่ายไปเกือบแสน ใครบ้างไม่ชอบ ล้างล้อครบทั้งสี่วงตามด้วยการฉีดน้ำล้างหลังลูบฟองน้ำชุบซันไลต์จนทั่วก็มา ถึงการเปิดฝากระโปรงเพื่อล้างทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์ของเจ้าตัวแสบ


ฟองน้ำชุบซันไลต์กับน้ำหมาดเป็นพอ หากสกปรกแสนสาหัสคงต้องใช้เวลากันนานเป็นพิเศษ ลูบฟองน้ำไปให้ทั่วบริเวณหม้อกรองอากาศ คานหน้า กรอบไฟหน้าและกล่องแบตเตอรี่ซึ่งกลายเป็นที่หมักหมมของฝุ่นจำนวนมาก สำหรับรถ Hybrid ห้ามฉีดหรือเอาสายยางราดน้ำลงไปบนเครื่องหรืออุปกรณ์ที่มีสายไฟสีส้มอย่าง เด็ดขาด ใช้แค่ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆ ลูบจนสะอาด หากขยันเช็ดทำความสะอาดบ่อยๆ ก็จะสามารถจัดการกับเศษฝุ่นผงได้อย่างรวดเร็ว แต่หากไม่มีเวลา บ้านเป็นอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดฯ นานๆ จะมีโอกาสล้างรถด้วยตัวเองก็คงต้องใช้เวลานานมากขึ้น สำหรับคนที่ไม่สามารถล้างรถด้วยตัวเองได้ก็ต้องพึ่งพาบริการของคาร์แคร์ที่ มีอยู่ทั่วไปราวกับดอกเห็ด


เสร็จจากการล้างล้อและห้องเครื่องก็เอาสายยางมาฉีดตัวถังให้ทั่วอีก ที ไล่จากบนหลังคาลงไปยังส่วนล่างของตัวรถ ฉีดทั่วทั้งคันเรียบร้อยก็เอาผ้าเช็ดรถที่ซื้อมาตอนไปเดินดูรถใหม่ในงาน มอเตอร์โชว์ซึ่งราคาถูกกว่าซื้อจากในห้างเกือบๆ เท่าตัว เช็ดไล่จากหลังคามาจนถึงกระจกบังลม หมั่นเอาผ้าที่เช็ดลูบน้ำออกไปซักน้ำเปล่าบ่อยๆ เพื่อขจัดเศษฝุ่นภายในเนื้อผ้า ค่อยๆ ลูบเช็ดและบิดผ้าตลอดเวลาที่เช็ด เป็นการออกกำลังกายที่ดีแถมยังทำให้ตัวแสบกลับมาเงางามน่าขับน่าใช้อีกด้วย


เปิดประตูแล้วเข้าไปเช็ดตามชายบันได กาบบันได ขอบบานพับประตูซึ่งฝุ่นชอบเกาะ รวมถึงเดินไปเปิดฝาท้ายเพื่อเช็ดน้ำที่ค้างติดอยู่ออกให้หมด บานพับประตูด้านในก็สมควรที่จะถึงเวลาทำความสะอาดกันเสียที จุดนี้ผ้าท่ีใช้เช็ดแห้งจะเลอะเทอะตลอดต้องคอยนำไปซักน้ำเปล่าสลับไปมาจนได้ ขอบบานประตูและกาบบันไดใหม่ๆ กลับมาอีกครั้ง ถ้ามีเครื่องดูดฝุ่นก็จัดเอามาดูดพรมได้เลย เอาพรมหรือผ้ายางรองพื้นออกมาทำความสะอาดด้วย ถ้าเป็นพรมก็ดูดฝุ่นออกแล้วปัดๆ ก่อนใส่กลับที่เดิม หรือถ้าเป็นผ้ายางก็ฉีดน้ำล้างแล้วตากแดดรอได้เลย แผงคอนโซล ซุ้มเกียร์ แผงประตูสังเกตเห็นฝุ่นเกาะอยู่ตึมก็เอาผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดออกซะทีเดียวไปเลย

ใช้เวลาไปเพียงแค่ชั่วโมงเดียวหากคุณไม่ได้ขับรถบรรทุกหรือ SUV ยักษ์ หรือหากเอาไปลุยป่าฝ่าดงดอยวิ่งผ่านฝนตกมาก็หาปั๊มล้างรถจะเป็นการดีที่สุด เพราะสกปรกจนเกินบรรยาย เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงที่คุณทิ้งโลกโซลเชียลไปกลับคืนมาด้วยการออกกำลังและ รถที่กลับมาเงางามน่าขับเหมือนตอนออกจากโชว์รูม อยากจะบอกว่าตอนซื้อมานั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ หัดล้างเองไรเองบ้างก็ดีเหมือนกันนะครับ ขอให้แฮปปี้กับวันอาทิตย์ร้อนๆ ครับ.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
credit by :  http://www.thairath.co.th/content/487040

Read More...





image

ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer






ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

















เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
...
วิธีบำรุงรักษารถยนต์,แนะนำการดูแลรถยนต์ป้ายแดงและรถมือสองให้ถูกวิธี,autopart,parts accessories,car accessories,auto accessories,parts category บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.