เว็บประกาศขายสินค้าแนว เว็บบอร์ด เข้าไปใช้บริการฟรี มีสินค้าอะไร อยากโปรโมท อยากขายสินค้า แบบฟรีๆ

วิธีการตรวจสอบรถยนต์ง่ายๆด้วยตนเอง

   ในชีวิตประจำวันของแต่ละคนจะหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับการเดินทางและการใช้รถบน ถนน  ผู้ขับขี่รถยนต์อาจจะประสบปัญหาต่างๆเกี่ยวกับสมรรถภาพของรถยนต์ที่ใช้  แต่ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง  ถ้าเราทราบขั้นตอนพื้นฐานในการตรวจสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานอย่างถูกต้องและ สม่ำเสมอ
เป็นการดูแลสภาพทั่วไปของรถยนต์  เช่น


1. ยางรถยนต์
การตรวจลมยาง
         ควรตรวจเช็คลมยาง  และปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด หรือตามคำแนะนำ ในหนังสือคู่มือของรถยนต์เป็นประจำ
         ในกรณีของยางใหม่  ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยาง ให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้ จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลงจากปกติได้
         ห้ามปล่อยลมยางออก  เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นขณะกำลังใช้งาน เพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งาน เป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น เมื่อยางเย็นตัวลง ความดันลมยางก็จะกลับสู่สภาวะปกติ
         เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว  ควรเปลี่ยนวาล์ว และแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา
         สำหรับยางอะไหล่  ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกๆ เดือน
         หากขับรถที่ ความเร็วสูง ควรเติมลมมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ จะช่วยลดการบิดตัวของโครงยาง ทำให้เกิดความร้อนน้อยลง หรืออาจใช้การสังเกต จากที่ใช้งานทุกวัน และความชอบของผู้ขับรถเป็นเกณฑ์ โดยส่วนใหญ่ค่าเฉลี่ยของความดันลมยางของรถเก๋ง จะประมาณ 28-30 ปอนด์/ตารางนิ้ว ส่วนรถกระบะ จะประมาณ 35-40 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ขับขี่ทั่วไปไม่บรรทุกหนัก)
 
 
ระดับของเหลว
 
2. ระดับของเหลวต่างๆของรถยนต์  เช่น  น้ำมันเครื่อง  น้ำมันเกียร์  น้ำมันเบรค  น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์  น้ำฉีดกระจก  น้ำกลั่นแบตเตอรี่  สามารถตรวจได้บ่อยครั้ง หรือสำหรับผู้ไม่มีเวลาควรตรวจอย่างน้อย 1ครั้ง ต่อ 1สัปดาห์
2.1 น้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดย ใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง
- เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3นาทีเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
- ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
- เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม
- ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L " แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ
ข้อควรระวัง
- หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
- ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องลงไป
 
น้ำมันเกียร์
 
 2.2 น้ำมันเกียร์
- ขับรถยนต์เป็นเวลา 15 นาที เพื่ออุ่นน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ
ข้อแนะนำ:
• เนื่องจากน้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะขยายตัวเมื่อมัน ร้อน ดังนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์หลังจากที่ได้ทำการอุ่นให้ร้อนแล้ว เนื่องจากโครงสร้างของเกียร์อัตโนมัติจะทำให้ปริมาณของน้ำมันเกียร์มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างมากตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
• สำหรับโคโรลล่า ให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 70 - 80°C (158 - 176°F)
-  จอดรถในพื้นระดับและดึงเบรกมือ
-  ให้เครื่องยนต์เดินเบา, เหยียบเบรก, ดึงคันเบรกมือและเลื่อนคันเกียร์อย่างช้าๆ จากตำแหน่ง P ไปยังตำแหน่งอื่นๆ จนถึงตำแหน่งเกียร์ L และเลื่อนกลับไปยังตำแหน่งเกียร์ P อีกครั้งหนึ่ง
-  ดึงไม้วัดระดับน้ำมันออกมาขณะที่เครื่องยนต์เดินเบา, เช็ดคราบน้ำมันด้วยผ้าให้สะอาด เสียบไม้วัดระดับน้ำมันเข้าไปอีกครั้ง และตรวจสอบระดับน้ำมันต้องอยู่ช่วง "HOT"
ข้อแนะนำ:
• เมื่อขีดของน้ำมันด้านหลังของเกจวัดแตกต่างจากด้านหน้า ให้อ่านค่าต่ำสุด
• เมื่อระดับน้ำมันมากกว่าค่ากำหนด น้ำมันเกียร์อัตโนมัติอาจรั่วออกจากรูระบาย เป็นสาเหตุทำให้เกียร์กระตุก
• ถ้าระดับน้ำมันเกียร์ต่ำเกินไป อาจทำให้การหล่อลื่นไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการเสียดสีของกลไกภายในเกียร์มาก
 
เช็คน้ำมันเบรก
 
2.3 น้ำมันเบรค
วิธีการตรวจเช็คระดับน้ำมันเบรคควรจะอยู่ระหว่าง MAX และ MIN แต่หมั่นตรวจเติมให้อยู่ในระดับ MAX ดีที่สุด
เทคนิค : เติมน้ำมันเบรคจนถึงเส้นไข่ปลาและเมื่อปิดฝา ระดับน้ำมันจะขึ้นถึงระดับที่ถูกต้อง
เครื่องมือ - อุปกรณ์ : ผ้าชุบน้ำผืนขนาดพอสมควร ใช้ปิดตัวถังรถ ด้านที่เติมน้ำมันเบรคเพื่อป้องกันการกระเด็นไปถูกตัวถังรถ
ข้อควรระวัง
-  เติมน้ำมันเบรคให้ตรงกับระบบเบรคของรถหรือน้ำมันเบรคที่เคยใช้อยู่เท่านั้น แดง-แดง ใส-ใส
-  น้ำมันเบรคเป็นอันตรายต่อดวงตาและทำลายสีรถ ระวังล้นหรือกระเด็น
-  น้ำมันเบรกจะเสื่อมคุณภาพหากมีน้ำหรือความชื้นปนลงไป
 
น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
 
2.4  น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
 ท่าน ควรตรวจระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์เดือนละครั้ง และ ตรวจระดับน้ำพวงมาลัยเพาเวอร์ ในขณะที่เครื่องเย็นโดยดูที่ด้านข้างของกระปุกน้ำมัน ระดับน้ำมันควรอยู่ที่ไม่เกินขีดระดับสูงสุด และระดับต่ำสุด ถ้าระดับน้ำมันอยู่ต่ำกว่าขีดสุด ให้เติมน้ำมันจนระดับอยู่ที่ขีดสูงสุด
ข้อควรระวัง
-  เทน้ำมันช้าๆ และระวังอย่าทำน้ำมันหก ถ้าน้ำมันหกให้รีบทำความสะอาดทันที เพราะน้ำมันที่หกอาจทำความเสียหายแก่ส่วนประกอบอื่นในห้องเครื่องยนต์ได้
-  ควรใช้น้ำมันยี่ห้อที่ดีตามโฆษณาทั่วไป
-  การที่ระดับน้ำมันต่ำอาจเกิดจากการรั่วในระบบ ควรตรวจดูระดับน้ำมันและนำรถเข้ารับการตรวจสอบระบบพวงมาลัยเพาเวอร์โดยเร็ว
-  การหมุนพวงมาลัยค้างไว้สุดทั้งด้านซ้ายหรือขวาอาจจะทำให้ระบบลูกยาง ท่อยาง ลูกยาง ลูกน้ำท่อยาง ที่เกี่ยวข้องกับระบบเพาเวอร์ ฉีกขาดหรือแตกได้ เนื่องจากการหมุนพวงมาลัยสุดทำให้แรงดันสูง
 
น้ำฉีดกระจก
 
2.5 น้ำฉีดกระจก
การเติมน้ำฉีดกระจกให้เติมในถังสีขาวให้เต็มหรือบางท่านอาจจะผสมแชมพู เพื่อให้กระจกใสมากขึ้น
-  ระดับน้ำในถังน้ำฉีดกระจกอยู่ในระดับต่ำหรือว่าไม่มีเลย : เมื่อตรวจพบว่าระดับน้ำพร่อง ควรเติมน้ำผสมกับน้ำยาทำความสะอาดกระจกลงไปเล็กน้อย จะช่วยทำความสะอาดได้ดีกว่าน้ำสะอาดเพียงอย่างเดียวนอกจากการตรวจระดับน้ำ แล้วควรที่จะตรวจสภาพของถังน้ำเองว่ารั่วหรือไม่ โดยการเติมน้ำลงไปทิ้งเวลาสักพักและค่อยกลับมาตรวจระดับน้ำอีกครั้งว่าพร่อง หรือลดลงมากเพียงใด เมื่อตรวจไม่พบรอยรั่ว แล้วค่อยลองฉีดน้ำล้างกระจกอีกครั้ง
-  สายยางน้ำฉีดกระจกหลุดหรือรอยฉีกขาด : วิธีตรวจเช็คคือมองไล่ตั้งแต่การลำเลียงน้ำจากถังน้ำผ่านมอเตอร์ปั้มน้ำที่ ติดอยู่กับถังน้ำมองไล่ตั้งแต่สายยางที่ออกจากถังน้ำไปจนถึงหัวฉีดซึ่งถ้าพบ ว่ามีส่วนใดขาดหรือหลุดควรทำการซ่อมแซม
-  หัวฉีดน้ำอุดตัน : อาจจะเกิดจากการที่มีฝุ่นละอองไปอุดตันหัวฉีดน้ำ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเข็ม หรือเหล็กแหลมที่สามารถแทงผ่านรูฉีดน้ำได้มาแทงผ่านรูฉีดน้ำเพื่อดันสิ่งที่ อุตันอยู่ให้หลุดออก พร้อมกับการตั้งระดับให้หัวฉีดสามารถฉีดน้ำพอดีกับกระจกไม่ต่ำหรือสูงเกินไป ส่วนถ้าใช้เหล็กแหลมทิ่มก็แล้วยังไม่หลุดต้องใช้มาตรการสุดท้ายคือการนำหัว ฉีดทั้งหัวไปต้มในน้ำร้อนเพื่อละลายคราบที่อุดตัน
-  มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ปั้มน้ำจากถัง : ถ้าตรวจตั้งแต่รายการ 1-3 แล้วก็ยังฉีดน้ำล้างกระจกไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีหัวฉีด 2 ตัว และไม่สามารถฉีดน้ำได้ทั้ง 2 ตัวคงต้องพุ่งเป้าไปที่‘มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ปั๊มน้ำจากถัง’ส่วนสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ปั้มน้ำเสียนอกจากว่าจะหมดอายุการใช้ หรือเกิดจากการใช้งานที่ผิดอย่างเช่นระดับน้ำในถังน้ำต่ำหรือแห้งแต่ผู้ใช้ ยังคงพยายามฉีดน้ำทำให้มอเตอร์ร้อนจัดและเสียในที่สุด หรือการฉีดน้ำเป็นเวลานานเกินกว่า 20 วินาทีบ่อยๆ จะทำให้มอเตอร์ร้อนจัดและมีอายุสั้นลง
 
นำ้กลั่นแบตเตอรี่
 
2.6 น้ำกลั่นแบตเตอรี่
- ควรตรวจดูระดับน้ำกลั่น ก่อนทำการชาร์จทุกครั้ง ว่าแห้งไปหรือไม่ การตรวจเช็คสามารถดูได้จาก ลูกลอยระดับลูกลอยที่ลอยขึ้นมา จะต้องมองเห็นบาร์สีขาวเล็กน้อย ( ถ้าแถบบาร์สีขาวสูงเกินไปให้ดูดน้ำกลั้นออก เพราะนั้นอาจจะทำให้นำกลั่นล้นได้ ในขณะที่ทำการชาร์จ)หากไม่มีฝาลูกลอย ให้ใช้วิธีเปิดฝาจุกแล้วดูว่าน้ำกลั่นในเซลล์แบตเตอรี่มึระดับสูงกว่าแผ่น ธาตุภายในประมาณ 1 เซ็นติเมตร (วัดระดับด้วยสายตาก็ได้ ไม่ต้องใช้ไม้บรรทัดไปทาบนะค่ะ) ถ้าน้อยกว่าก็ให้เติมน้ำกลั่นลงไปให้อยู่ระดับที่ประมาณ 1 เซ็นติเมตร ห้ามเติมมากๆนะ เพราะเดี๋ยวน้ำกลั่นมันจำล้น เหมือนดังที่กล่าวข้างตัน
- ไม่ควรเติมน้ำหรือสิ่งอื่นใดลงไปในแบตเตอรี่ นอกจากน้ำกลั่น
- ในขณะที่ทำการชาร์จไม่ควรมีประกายไฟ ในบริเวณที่ทำการชาร์จ เพราะจะทำให้แก๊สที่เกิดขึ้นขณะชาร์จติดไฟได้ สถานที่ชาร์จจะต้องเป็นที่ร่ม สะอาด อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- หลังการทำการชาร์จเรียบร้อยแล้ว ควรพักแบตเตอรี่ให้ระดับความร้อนของแบตเตอรี่ลดลงประมาณ 1ชั่วโมง จึงนำแบตเตอรี่มาใช้งาน
- ควรรักษาความสะอาดขั้ว บนฝา และรอบๆให้สะอาดและแห้งอยู่ตลอดเวลา ถ้าส่วนบนของแบตเตอรี่สกปรกให้ใช้ผ้าชุดน้ำแล้วเช็ดให้สะอาด จะให้น้ำล้างก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้นำเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ ( ควรทำความสะอาดให้แบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
 

Read More...


เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ ให้ดูดีและใหม่อยู่เสมอ



เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ให้ดูดีเสมอ และถนอมเครื่องยนต์อย่างถูกวิธี
เพื่อทะนุถนอมอายุการใช้งานรถของท่านให้ยืนยาว
 
1. เติมน้ำมันล้นถังไม่เป็นผลดี
     ในสภาพอากาศร้อนจัดอย่าเติมน้ำมันจนล้นถัง เพราะความร้อนจะทำให้เพิ่มความดัน มีผลทำให้น้ำมันขยายตัวลื่นไหลออกจากถังเกิดอันตราย สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

2. ลากเกียร์ทำให้คลัตช์เสียเร็ว
     การใช้เกียร์ควรทำให้เหมาะสมและถูกจังหวะ อย่าลากเกียร์บ่อย จะทำให้คลัทช์เสียเร็วและยางหมดอายุเร็วขึ้น

3. อย่าขับรถจนน้ำมันหมดถัง

    การขับรถจนน้ำหมดถัง จะทำให้เครื่องกรองน้ำมันมีโอกาสเสียได้มาก เนื่องจากตะกอนบางอย่างที่สะสมอยู่ในถังจะไปค้างที่เครื่องกรอง

4. อย่าใช้อิฐแทนแม่แรงรถ
    อิฐสร้างบ้านก้อนที่แข็งที่สุดยังสามารถแตกได้ อย่าใช้รองหรือหนุนรถแทนแม่แรงต่างหาก เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

5. ใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดกระจก
    แอลกอฮอล์มีคุณสมบัติช่วยฆ่าเชื้อโรคและยังใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เป็น แก้วหรือกระจกได้ กระจกรถของคุณที่มีคราบสกปรก จะถูกขจัดได้อย่างง่ายดายด้วยแอลกอฮอล์

6. สำรวจกระจกอย่าให้มีรอยร้าว
    รอยร้าวที่กระจกเพียงเล็กน้อย จะทำให้ขยายวงกว้างไปสู่การแตกใหญ่ได้ต้องหมั่นสำรวจอยู่เสมอ การเปิดแอร์เย็นจัดในขณะอากาศภายนอกร้อนจะทำให้กระจกหดตัวอย่างรวดเร็ว เป็นสาเหตุให้เกิดการแตกของกระจกได้

7. เครื่องเป่าผมก็มีประโยชน์
    รถที่สตาร์ทไม่ติดอันเนื่องมาจากปัญหาความชื้นลองใช้เครื่องเป่าผมเป่าความ ร้อนบริเวณเครื่องยนต์ที่คิดว่ามีความชื้นจนกว่าจะแห้ง แล้วลองสตาร์ทใหม่ดูอีกครั้ง

8. การควบคุมอารมณ์
    การขับรถจำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์ด้วยความอดทนยิ่งในสภาพรถติดแสนสาหัส แบบบ้านเรายิ่งต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยไม่สวมวิญญาณร้ายขณะขับรถ ไม่ใช้วาจาหยาบคาย และอย่าพยายามสั่งสอนบทเรียนต่อผู้อื่น

9. โกรธและหงุดหงิดอย่าขับรถเด็ดขาด
    อารมณ์โกรธและหงุดหงิด มีผลเสียอย่างยิ่งต่อการใช้รถใช้ถนน ความกดดันทางอารมณ์จะทำให้มีผลต่อเนื่องไปยังผู้ขับขี่รถคนอื่น และนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงได้

10. อย่าตอบโต้กับผู้ขับขี่รายอื่น
    หากคุณอารมณ์เสียเนื่องจากผู้ขับขี่รถคันอื่น ต้องพยายามเก็บกดอารมณ์ไม่ตอบโต้ การตอบโต้จะทำให้เกิดผลร้ายต่อเนื่อง อย่างน้อยจะทำให้เราขาดสมาธิขาดการสังเกต สุดท้ายก็ลงเอยด้วยอุบัติเหตุ เป็นไปได้น่าจะจอดรถสงบสติอารมณ์สักครู่

11. หลีกเลี่ยงการเดินทางในสภาพอากาศเลวร้าย
    เรามั่นใจแค่ไหนในการขับขี่รถในสภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น ฝนตกหนัก หมอกลงจัด ทางที่ดีควรจะงดการขับรถ หันไปใช้บริการของรถสาธารณะจะดีกว่า ทั้งนี้ต้องติดตามการพยากรณ์ของอุตุนิยมวิทยา

12. การปรับพวงมาลัย
    รถรุ่นใหม่สามารถปรับแกนพวงมาลัยให้เข้ากับสภาวะร่างกายของผู้ขับขี่ได้ อย่าปรับให้พวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่มองแผงหน้าปัดยาก ล็อคแกนพวงมาลัยให้มั่นคงหลังจากปรับตำแหน่งจนได้ที่แล้ว ห้ามปรับพวงมาลัยในขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด

13. เกียร์สูงสุด

    เป็นเกียร์ที่ใช้กับอัตราเร็วสูง แต่ให้กำลังน้อยที่สุดเราจะใช้เกียร์สูงสุดกับอัตราเร็วของรถยนต์ที่แตกต่าง กันได้มา คุณสามารถใช้แล่นด้วยความเร็วคงที่บนถนนทางตรง

14. อย่าให้ไฟดวงหนึ่งดวงใดขาด
    การใช้สัญญาณไฟจะทำให้รถคันอื่นที่ตามหลัง หรือสวนทางเข้าใจในเจตนาของเรา แต่หากไฟสัญญาณดวงหนึ่งดวงใดขาดไป จะทำให้เป็นอันตรายแก่การใช้รถใช้ถนน ควรตรวจสอบและหาฟิวส์ หรือไฟอะไหล่ไว้ในรถบ้าง

15. ไฟเตือนภัยมีความสำคัญ
    อย่าขับรถยนต์ออกไปเด็ดขาด กรณีที่มีการเตือนของไฟบนแผงหน้าปัดขึ้น เช่น ไฟเตือนความดันน้ำมันหล่อลื่น เพราะจะทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้

16. กระพริบไฟหน้าแทนแตร

    การใช้ไฟสูง-ต่ำของไฟหน้า ทำให้เกิดการกระพริบสามารถเตือนผู้ขับขี่รายอื่นด้วย ที่คาดว่าจะไม่ได้ยินเสีสยแตรจากรถของเรา

17. อย่าปล่อยเกียร์ว่างให้รถเคลื่อนลงทางลาดเองไม่ถูกต้องการปล่อยให้รถไหลไปเองโดยไม่ใช้การขับเคลื่อนจะทำให้ควบคุมรถยนต์ยาก โดยเฉพาะพวงมาลัยและเบรคเกียร์จะเข้ายากขึ้นอีกด้วย

18. ลดเกียร์ไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ
    การลดลงเกียร์ต่ำไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ เช่น จากเกียร์ห้ามาเกียร์สาม จากเกียร์สามมาเกียร์หนึ่ง เช่นนี้ จะทำให้เรามีเวลามองถนน และจับพวงมาลัยได้นานขึ้น

19. ใกล้ทางแยกอย่าเปลี่ยนเลนกะทันหัน
    ต้องตัดสินใจให้ดีว่าคุณกำลังจะไปทางไหน ซ้าย-ขวา หรือตรง อย่าตัดเลนซ้ายมาขวา หรือขวามาซ้าย บริเวณใกล้ทางแยกจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือไม่ก็ถูกตำรวจจับแน่นอน

20. จะไม่มีการชนท้ายรถคนอื่นเด็ดขาดไม่ขับชิดคันหน้าเกินไปหรือกะระยะการทำงานของเบรคได้ถูกต้อง

21. สิ่งกีดขวางกลางถนนบังเอิญสิ่งกีดขวางอยู่ในช่องจราจรของเรา ตามหลักเราต้องให้รถยนต์วิ่งสวนทางมาผ่านไปก่อน กรณีสิ่งกีดขวางอยู่ฝังตรงข้ามอย่าผลีผลามเหยียบคันเร่งเลยไป เพราะรถคันสวนทางเราอาจไมยอมหยุดรถและหลบสิ่งกีดขวางออกมาในเลนของเราหน้าตาเฉย

22. สิ่งกีดขวางอยู่บนเนิน
    นับว่าเป็นเรื่องท้าทายให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การใช้เบรคจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาจัดการแก้ปัญหานี้

23. แซงรถที่กำลังวิ่ง
    ต้องเข้าใจว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งด้วยความเร็วหนึ่งหากเราคิดจะแซง แน่นอนว่าความเร็วของรถเราต้องมากกว่า เมื่อหักลบกับความเร็วคันหน้าก็จะได้ระยะทางที่ต้องใช้ในการแซง นั่นก็คือ แซงรถกำลังวิ่งครั้งหนึ่งต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ทางที่ดีไม่แน่ใจอย่าแซงจะดีกว่า

24. แซงระทางชัน
    หากเป็นรถที่บรรทุกของหนักและวิ่งช้ากว่าเรา การแซงจะใช้เวลาสั้นลงอย่างมาก แต่พึงระวังรถสวนเลนตรงข้าม ซึ่งจะวิ่งลงทางลาดด้วยความเร็วสูง

25. อย่าเร่งรถหากกำลังถูกแซง
    จะเป็นการผิดมารยาทอย่างยิ่ง หากรถของคุณที่กำลังถูกแซงเร่งเครื่องหนีด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นว่ารถคันขวาของคุณกำลังจะถูกแซง ต้องชะลอความเร็วรถของคุณ เพื่อให้รถของเขาแซงขึ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

26. ขับรถขึ้นเขา
    กรณีขับรถขึ้นเขาหรือเนิน แน่นอนว่ารถของคุณต้องใช้กำลังเพิ่มมากขึ้น การขับต้องเปลี่ยนมาใช้เกียร์ต่ำกว่าเดิมเพื่อรักษาความเร็วของรถ การเปลี่ยนเกียร์ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เพราะขณะที่เรายกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์

27. ขับรถลงทางลาด
    ขึ้นเนินใช้เกียร์ต่ำเพื่อรักษาความเร็วของรถ ลงทางลาดก็ต้องใช้เกียร์ต่ำ เพื่อลดอัตราเร็วของรถแทนการใช้เบรค เพราะหากใช้เบรคในทางลาดมากไป จะทำให้เบรคลื่นและจับไม่อยู่เนื่องจากมีความร้อนสูง

28. ออกตัวของรถขึ้นทางชัน
    ผู้ขับขี่มือใหม่มักมีปัญหาการออกตัวขึ้นเนินแล้วรถเคลื่อนที่ถอยหลัง ต้องฝึกให้มีความสามารถในการใช้คันเร่งคลัตช์และเบรคมือพร้อมกัน โดยใช้เท้าซ้ายกดแป้นคลัตช์ลง โยกคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่ง โดยกดให้มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับ และต้องกดอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณชองความชัน

29. จดรถหันหน้าขึ้นเนิน
    หลีกเลี่ยงได้ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องจอดให้ชิดขอบขวาทางด้านซ้ายมากที่สุด หมุนพวงมาลัยให้ล้อหันไปทางขวาป้องกันการเคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเกียร์หนึ่ง และใช้เบรคมือให้มั่นคง

30. จอดรถหันหน้าลงเนิน
    หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายให้ล้อหันเข้าหาขอบทางเท้า ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนที่เดินหน้าใส่เกียร์ถอยหลังและเบรคมือไว้

31. ทางโค้งนะ
     ให้สังเกตป้ายจราจรว่า โค้งไปทางขวาหรือทางซ้าย การเข้าโค้งให้ใช้เบรคเท้าควบคุมความเร็วของรถ เลือกเกียร์ให้เหมาะสมใช้คันเร่งอย่างระมัดระวังและบังคับรถให้ชิดเส้นแบ่ง ถนนทางขวาไว้จนตลอดทางโค้ง

32. ระวังหลุดโค้ง
    ปรกติทางโค้งจะมีทั้งป้ายจราจรเตือนล่วงหน้าและมีเสาหลักปักตามระยะโค้ง แต่หากผู้ขับขี่ไม่ควบคุมความเร็วเข้าโค้งด้วยความโค้ง โค้งธรรมดาก็จะกลายเป็นโค้งหักศอกให้ได้รับอันตรายให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ

33. ความดันลมของยางสัมพันธ์กับพวงมาลัย
    ยางรถยนต์จะต้องมีความดันลมในปริมาณพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไปถ้ามากไปทำ ให้ยากสึกหรอ ไม่ยึดถนนและลื่นไถลทางโค้งแต่หากความดันลมยางน้อยไปจะทำให้ยางร้อนจัดยาง ไม่เกาะถนนและสึกหรอง่าย สังเกตว่าความดันลมยางน้อยไปเมื่อพวงมาลัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น

34. เบรคบนทางโค้งอันตราย!
    ควรหลีกเลี่ยงการใช้เบรคบนถนนทางโค้ง เพราะจะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัวและมีแนวโน้มลื่นไถลหลุดโค้งออกไป

35. รถใหญ่บังรถเล็ก

    รถใหญ่ที่วิ่งตามทางแยกอาจบังรถเล็กอีกคันที่กำลัง แซงขึ้นมา หากเราตัดสินใจเลี้ยวออกจากทางแยกแบบปัจจุบันทันด่วน โดยไม่ระวังให้ดี อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

36. ถอยหลังทางไหนหมุนพวงมาลัยทางนั้น
    การถอยหลังรถแรก ๆ อาจจะดูไม่ถนัด ต้องอาศัยประสบการณ์ โดยมีเคล็ดลับอยู่ว่าจะให้ส่วนท้ายของรถหันไปทางไหนก็หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น ส่วนผู้ขับก็เอี้ยวตัวไปดูข้างหลังโดยมือถือพวงมาลัยมือหนึ่ง อีกมือพาดบนพนักพิงผู้โดยสาร

37. ข้อห้ามของการถอยหลัง
    อย่าใช้วิธีกลับรถโดยการถอยหลังจากถนนซอยสู่ถนนใหญ่ เมื่อไม่แน่ใจว่าปลอดภัย อย่าถอยหลังและอย่าถอยหลังเป็นระยะทางไกล ๆ โดยไม่จำเป็น

38. ไฟเขียวให้รีบไปแน่หรือ

    การขับรถบริเวณทางแยกที่มีไฟจราจรกำกับและเป็นไฟเขียวอยู่ ไม่ตะบี้ตะบันเหยียบคันเร่งให้ทันสัญญาณไฟ ควรสังเกตดูว่าไฟเขียวนั้นนานแค่ไหน แล้วสังเกตดูว่ารถจากถนนฝั่งหนึ่งมีแถวยาวเท่าใน และควรขับรถเว้นระยะกับรถคันหลังดูว่าหากเบรคกะทันหัน กรณีไม่ทันไฟเขียว แล้วคุณจะไม่ถูกชนท้าย

39. รีบร้อนไปไหนยังไฟแดงอยู่เลย
    ผู้ขับขี่หลายรายต้องเสียอกเสียใจทุกวันนี้ เพราะประสบอุบัติเหตุ เนื่องจากชอบออกรถในขณะที่สัญญาณไฟยังเป็นไฟแดงหรือเหลืองอยู่ โดยคาดเดาล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร ในขณะที่รถอีกฝั่งยังไฟแดงอาศัยลูกติดพันจากไฟเขียว ผลก็คือ ประสานงากันจังเบ้อเริ่ม เดือดร้อนกันทั่วหน้า

40. ถูกจี้ท้ายและเตือนด้วยไฟสูงต่ำ
    หลายคนคงเคยเจอนักเลงกลางถนน โดยขับขี่อยู่ ดี ๆ  ก็มีรถคันอื่นมาจี้ท้ายแถมใช้ไฟสูงต่ำยิงใส่ท้ายรถ อย่าตกใจและห้ามตอบโต้เด็ดขาด เพียงแต่ค่อย ๆ เปลี่ยนช่องจราจรไปทางซ้าย เพื่อให้เกิดช่องว่างให้รถคันหลังผ่านไปได้

41. กระจกหน้ารถต้องสะอาดอยู่เสมอ
    กระจกหน้ารถที่สะอาด เมื่อเวลาฝนตก ใบปัดน้ำฝนจะทำความสะอาดได้เร็วมากขึ้นมาก ควรลดอัตราเร็วลงหากอุปกรณ์ปัดน้ำฝนทำงานไม่ทันกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา อย่างหนัก

42. ไม่แตะเบรคขณะรถลื่นไถล

    กรณีรถขาดการทรงตัว เมื่อเจอสภาพถนนมีน้ำมันเกลื่อนกลาดอย่าตกใจยกเท้าออกจากคันเร่งและหมุนพวง มาลัยไปในทิศทางเดียวกับทิศทางการลื่นไถลโดยห้ามแตะเบรคโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

43. อย่าเพิ่งดับไฟขณะรุ่งสาง
    การรีบดับไฟเมื่อขับรถตอนรุ่งสางไม่เป็นผลดีต้องให้แน่ใจว่าคุณสามารถมอง เห็นถนนและผู้ขับขี่คันอื่นอย่างชัดเจนเสียก่อนจึงค่อยดับไฟ กรณีรถมีสีคล้ำ ดำ หรือน้ำเงิน ซึ่งไม่ค่อยสะท้อนแสงต้องเปิดไฟแต่เนิ่น ๆ เมื่อเริ่มจะมือและปิดไฟช้ากว่าคันอื่นเมื่อเวลารุ่งสาง

44. การใช้น้ำมันหล่อลื่น

    การเติมน้ำมันหล่อลื่นต้องรักษาปริมาณให้ถึงขีดกำหนดของรถเสมอ น้ำมันหล่อลื่นเป็นสารอันตรายต่อผิวหนัง ควรล้างมือทันทีและเก็บภาชนะบรรจุน้ำมันให้ห่างไกลจากมือเด็ก

45. รถเสียระวังเสียงรถ
    เมื่อรถคุณเกิดเสียกลางทางแล้วมีอาสาสมัครเสนอตัวให้ความช่วยเหลือ หากคุณไม่แน่ใจพฤติกรรมอย่าลงจากรถเด็ดขาด ให้ผู้ผ่านกระจกแล้วล็อคประตูไว้วานให้ช่วยไปโทรศัพท์หาผู้ที่คุณต้องการจะ ติดต่อด้วยจะดีที่สุด

46. อุปกรณ์พยาบาลที่ควรจะมีในรถ
    เพื่อความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉน คุณควรมีสิ่งเหล่านี้ไว้ในรถ พลาสเตอร์, ผ้าพันแผล ขวดพลาสติคใส่น้ำสะอาดไว้ กรรไกร คีม ผ้าพันแผลแบบยืดหดได้ โคมไฟฟ้า เหรียญ(สำหรับโทรศัพท์)

47. เด็กเล็กก็ควรคาดเข็มขัด
    อุบัติเหตุหลายครั้งเด็กเล็กต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก ในเมืองนอกได้ออกแบบที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กไว้อย่างมาตรฐาน โดยเฉพาะมีเข็มขัดนิรภัยให้เด็กคาดเข็มขัดด้วย สำหรับเมืองไทยที่ยังไม่มีที่นั่งเด็กแพร่หลาย ก็อาศัยพี่เลี้ยงหรือผู้โดยสารไปด้วยคอยดูแล อย่าปล่อยให้เด็กเป็นอิสระเด็ดขาด

48. ทำยังไงเมื่อกระจกหน้ารถแตกละเอียด
    อุบัติเหตุเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อรถแล่นด้วยความเร็วสูง ต้องควบคุมสติให้ได้ผ่นอคันเร่งหาที่จอดอย่าปลอดภัย หากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุมหน้าปัดรถและกระโปรงรถใกล้กระจกหน้าเพื่อป้องกัน ไม่ให้เศษกระจกปลิวเข้ามา แล้วจึงหาอะไรมาค่อย ๆ ทุบกระจกที่แตกค้างออก แล้วขับรถไปหาอู่ซ่อมโดยเร็ว

49. เบรคจม
    อุบัติเหตุบางครั้งเกิดจากการที่อยู่ดี ๆ คันเบรคก็จมซึ่งทำให้การหยุดรถทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เป็นเช่นนี้ให้ลดความเร็วลงค่อย ๆ ปั๊มเบรคสองสามครั้งเพื่อให้ความร้อนไปไล่ฟองอากาศและความชื้นจากนั้นจึง ค่อย  ๆ ขับไปด้วยควมเร็วเป็นปกติ

50. น้ำมันท่วม
    รถที่จอดนิ่งอยู่สตาร์ทหลายทีก็ไม่ติด แถมยังได้กลิ่นฉุนของน้ำมันแสดงว่าน้ำมันได้ท่วมคาร์บูเรเตอร์ แล้วควาคอยอย่างน้อยสิบนาที เพื่อให้น้ำมันระเหยแล้ว เริ่มติดเครื่องใหม่อีกครั้ง

51. อาการแบตเตอรี่หมด
    อีกกรณีที่สตาร์ทเครื่องรถไม่ติด แล้วไฟหน้ารถไม่สว่างให้สันนิษฐานได้ว่าแบตเตอรี่หมดให้ชาร์จใหม่ได้ทันที หากทำไม่เป็นก็ตามช่างหรือติดต่อศูนย์ที่คุณซื้อรถก็ได้

52. ความร้อนสูงผิดปกติ
    สังเกตุได้จาก เข็มชี้ระดับความร้อนที่หน้าปัดขึ้นสูงกว่าธรรมดา อย่าขับรถต่อไป เพราะจะทำให้รถได้รับความเสียหายร้ายแรงได้ ต้องหาที่ร่มจอดรถ เปิดฝากระโปรงทิ้วไว้รอจนกว่าเครื่องยนต์จะเย็นลงในระดับปรกติจึงค่อยเดิน ทางต่อไป กรณีที่เกิดจากน้ำมในหม้อน้ำพร่องไป ต้องรออย่างน้อย 10 นาทีถึงจะเปิดฝาหม้อน้ำเติมน้ำได้

53. เบรคเสียกะทันหัน
    เบรคที่ถูกใช้มากในบางกรณี อาจทำให้เสียหรือผ้าเบรคสึกมีผลให้รถเบรคไม่ค่อยอยู่ วิธีแก้ไขคือ ให้จอดรถชั่วคราวเพื่อให้เบรคพักการทำงานระยะหนึ่ง

54. หัดเปลี่ยนยางไว้บ้างก็ดี

    กรณีที่เราขับรถออกทางไกลที่เปลี่ยว ๆ ห่างจากปั๊มน้ำมันข้างทางแล้วเกิดยางรั่วยางแตก การเปลี่ยนยางอะไหล่ต้องใช้ความสามารถของตนเอง การศึกษาวิธีการเปลี่ยนจากคู่มือ และหัดลองเปลี่ยนขณะจอดรถอยู่ให้คล่อง มิฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว มีหวังคุณได้นอนหง่าวอยู่ในรถคนเดียวทั้งคืนแน่

55. ฟิวส์ซองบุหรี่
    ระบบไฟฟ้าของรถใช้ฟิวส์เป็นตัวเชื่อมไฟ หากฟิวส์เกิดขาดกะทันหัน แก้ปัญหาได้โดยใช้กระดาษตะกั่วห่อซองบุหรี่หรือกระดาษห่อช็อกโกแล็ตมาหุ้ม ฟิวส์นั้นแล้วนำไปใช้ต่อฟิวส์นั้นก็จะทำงานได้ชั่วคราว

56. ยางโดนตะปูเจาะ
    ประการแรกให้เปลี่ยนยางอะไหล่ทันที ถ้าไม่มียางอะไหล่ สำรวจยางเส้นนั้นว่ามียางในหรือไม่ ประการสำคัญไม่ควรดึงตะปูออกก่อนจะทำให้เวลาขับเคลื่อนรถ ยางจะแตก ระเบิดได้ ควรขับออกไปช้า ๆ อย่างระมัดระวังประคับประคองให้ไปถึงอู่หรือปั๊ม ทำการปะให้เรียบร้อย

57. ตรวจสนิมรถด้วยแม่เหล็ก
    รถปัจจุบันส่วนใหญ่ตัวถังจะฉาบด้วยยากันสนิม ซึ่งเป็นฉนวน บริเวณที่กระเทาะแล้วเกิดสนิม จะทำให้เกิดแรงดึงดูดกับแม่เหล็ก

58. เรื่องของสีรถ
    หากสีรถเกิดถลอกและเป็นสนิม หรือมีปัญหาอื่น ๆ เกี่ยวกับสีรถไม่ควรลงมือแก้ไขเอง เช่น เช็ด ขูด ควรนำรถเข้าอู่ ให้ช่างที่มีความชำนาญดูแล มิฉะนั้นจะทำให้เกิดรอยด่างของสีรถได้

59. รถติดอย่าหยุดติดรถ
    ปัญหารถติดบ้านเราเลี่ยงกันไม่พ้น ขณะขับรถไปต่อคันที่หยุดข้างหน้าควรเว้นช่วงไว้ให้ห่างพอที่รถจะเคลื่อนตัว ไปซ้ายขวาได้ เป็นการเผื่อเอาไว้หากเกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายด้านหน้ารถจะได้ไม่ถูกอัดก๊อ ปปี้เสียหายทั้งรถและชีวิต

60. ยางอะไหล่ต้องพร้อมเสมอ
    รถเกือบทุกคันก็มักมียางอะไหล่ติดไว้เสมอ อย่าลืมที่จะตรวจสอบสภาพของยางอะไหล่บ้าง เป็นต้นว่าลมยางต้องมีความดันมาตรฐานเสมอ ไม่อ่อนจนเกินไป เพราะหากเกิดฉุกเฉินขึ้นมา ยางอะไหล่รั่วหรือแตก สถานการณ์จะเลวร้ายไปกันใหญ่

61. กรวยเติมน้ำมันฉุกเฉิน
    น้ำมันแห้งสนิทกลางทาง ซื้อน้ำมันใส่แกลลอนมาแต่ดันลืมติดกรวยมาด้วย ไม่ยากเลย เพียงหาถ้วยใส่น้ำอัดลมพลาสติค ผ่าแล้วม้วนเป็นรูปกรวยมาเป็นที่เติม หรือใช้กระดาษทบกันหลาย ๆ ชั้น มาพับเป็นรูปกรวยก็ได้พอจะแก้ขัดไปครั้งหนึ่ง
 
ข้อมูลจาก :  xtrailclub
credit by http://kautosmilesclub.askkbank.com/yourcar/Tip/Pages/Car-Tip-12.aspx

Read More...


เทรนด์สีรถยนต์ “สีขาว” ยังแรง


ผ่านไปแล้วครึ่งปี แม้ตลาดรถยนต์จะไม่เติบโตฟู่ฟ่า ยอดขายรถแต่ละค่ายลดฮวบฮาบ แต่การเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคมีความละเอียดรอบคอบกว่าเดิม เมื่อได้ประเภทรถที่ถูกใจตรงกับการใช้งาน อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องเลือกนั้นคือสีรถยนต์ และในปีนี้สีรถยนต์ที่ยังมาแรงครองแชมป์ต่อเนื่องยังคงเป็นสีขาว และที่นิยมอันดับรอง ๆ ลงมาก็ คือ สีดำ, สีบรอนซ์เงิน สีบรอนซ์ทอง, สีเทา, สีแดง, สีน้ำเงิน ส่วนรถยนต์นั่งขนาดเล็ก เช่น อีโคคาร์ ก็มาพร้อมกับสีสันที่สดใสแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าค่ายไหนต้องการใช้สีอะไรเป็นจุดขาย

หลายค่ายรถ ทั้งจากค่ายฮอนด้า, มาส ด้า, นิสสัน, ซูซูกิ ได้เห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สีขาวยังมาแรง โดยรถ 10 คันบนท้องถนนเป็นสีขาวเกินครึ่ง รองลงมายังเป็นสีบรอนซ์เงินที่ยังฮิตไม่ตกเทรนด์ ส่วน สีดำยังครองพื้นที่ในท้องถนนได้พอสมควรนอกจากนั้นก็เป็นสีเอกลักษณ์ของรถยนต์ในแต่ละรุ่นที่เปิดตัวใหม่ เช่น ฮอนด้า, แจ๊ซใหม่ที่เปิดตัวด้วยสีเหลือง, มาสด้า 3 ใหม่ สกายแอคทีฟ เป็นสีแดงโดดเด่น

ด้านกระบะนิสสัน เอ็นพี300 นาวารา ใหม่ก็มาพร้อมสีส้มเป็นต้น โดยอุตสาหกรรมยานยนต์จะไม่หยุดยั้งในการพัฒนาสีรถยนต์แม้จะมีสีหลัก ๆ ให้เลือก แต่นวัตกรรมเทคโนโลยีของสีไม่ได้แสดงตัวตนว่าเป็นสีนั้นสีนี้เท่านั้น แต่สีต้องปกป้อง เคลือบดูแลรถยนต์เสมือนเกราะหุ้มก็ว่าได้

ในมุมมองของสาวกบอกว่าสีขาว มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าดูสะอาด ปลอดภัย สง่างาม และในอนาคตจะมีสีขาวโทนใหม่ ๆ มาให้เลือกเพิ่มอีก ขณะที่สีแดงคือสีแห่งพลัง ยังครองใจใครหลาย ๆ คน ส่วนสีส้ม, สีทองแดง, สีน้ำตาลนั้นมีความโดดเด่นมากขึ้นสำหรับสีรถยนต์เพื่อให้เข้ากับกระแสความนิยมในปัจจุบันและอนาคต ต้องเพิ่มเฉดสีของสีส้มให้มากขึ้นไปอีก

สีดำยังคงเป็นที่นิยมต่อไปแต่คงจะเห็นโทนสีดำในแบบใหม่ ๆ สำหรับสีบรอนซ์เงิน มีบทบาทสำคัญในการออกแบบรถยนต์ ซึ่งดีไซ เนอร์คงต้องสรรหาสีบรอนซ์เงินแบบใหม่ ๆ มาเสริมเพิ่มจากของเดิมที่มีอยู่ทั่วไปด้วย

ทางด้านกูรูฮวงจุ้ย ปรัชญา เปิดฟ้า หรือ ปรัชญา รมหุตติกฤษ์ กล่าวว่า มีข้อแนะนำในการเลือกใข้สีรถในถูกโฉลกกับราศีปีเกิดดังนี้ ราศีปีชวด ปีกุน เหมาะสำหรับใช้รถสีน้ำเงินฟ้า, สีดำ เพราะใช้แล้วเสริมดวงทำให้คนรักใคร่เมตตาและศรัทธา ส่วนสีเขียวเสริมให้คนเชื่อและไว้ใจการงานราบรื่นสีแดง, สีม่วง, สีชมพู เสริมเรื่องโชคลาภบารมี สีขาว, สีบรอนซ์ทอง ไร้อุปสรรคและคู่แข่ง อย่างไรก็ตามสีน้ำตาลไม่เหมาะกับคนราศีนี้

ราศีปีขาลและปีเถาะเหมาะกับสีเขียวถูกโฉลกทำให้คนรักใคร่เมตตา สีแดง, สีส้มหน้าที่การงานประสบความสำเร็จ สีน้ำเงินฟ้า, สีดำเสริมด้านการแก้ปัญหาไร้อุปสรรคและคู่แข่ง สีเหลืองเด่นในเรื่องโชคลาภการเงินทรัพย์สมบัติ สีขาวบรอนซ์ทองไม่เหมาะ

ราศีปีมะเส็งและปีมะเมีย เหมาะกับการใช้รถสีแดง, ชมพู, ม่วง ถูกโฉลกเสริมสง่าบารมีอำนาจวาสนา สีเหลืองเสริมดวงให้คนรักเมตตาอุปถัมภ์ทำงานราบรื่น สีขาว, บรอนซ์ทองการเงินแหล่งทรัพย์สินมากมาย สีเขียวเสริมดวงให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุแคล้วคลาดจากอันตรายสีน้ำเงิน, สีฟ้า, สีดำไม่เหมาะกับปีราศีนี้

ราศีปีวอก ปีระกา ถูกโฉลกกับสีขาว บรอนซ์ทองช่วยเสริมดวงให้ประสบความสำเร็จส่งเสริมชีวิตและหน้าที่การงาน สีน้ำเงิน, สีฟ้า, สีดำปลอดภัยจากอุบัติเหตุแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง สีเขียวเสริมโชคลาภวาสนาความโชคดี สีเหลืองผู้ใหญ่ให้การอุปถัมภ์ช่วยเหลือเลื่อนตำแหน่ง สีแดง, ม่วง, ชมพู ไม่เหมาะกับปีราศีนี้

ด้านราศีปีฉลู ปีมะโรง ปีมะแม ปีจอเหมาะกับสีเหลืองถูกโฉลกเสริมสง่าบารมีอำนาจวาสนา สีขาวบรอนซ์ทองเสริมดวงให้คนรักเมตตาอุปถัมภ์ทำงานราบรื่น สีน้ำเงิน, สีฟ้า, สีดำ การเงินคล่อง ทรัพย์สินมากมาย สีแดง, ม่วง, ชมพู เสริมเสน่ห์ทำให้คนรักใคร่เมตตา สีเขียวไม่เหมาะกับปีราศีดังกล่าว.

เนตรนภางค์ บุญนายืน

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/258293/เทรนด์สีรถยนต์+“สีขาว”+ยังแรง

Read More...


ป้องกัน-ข้อควรปฏิบติ เมื่อรถไฟไหม้


ในช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา นสพ.เดลินิวส์ ได้ลงข่าวเรื่องไฟไหม้รถอยู่ 2 กรณีที่อยากจะหยิบยกมาเขียนถึง เพราะเป็นช่วงพอดีกับที่ทางกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้จัดทำบทความเผยแพร่เกี่ยวกับวิธีป้องกันไฟไหม้รถ

วิธีสังเกตสัญญาณเตือนต่าง ๆ ก่อนเกิดไฟไหม้รถ รวมถึงข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้รถ ทั้งกรณีไฟไหม้เล็กน้อยและไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้รถและการเอาตัวรอดในกรณีที่เกิดไฟไหม้ขณะขับรถอยู่

สำหรับรถคันแรกที่เกิดไฟไหม้เป็นรถของศิลปิน “นกลออ” ค่ายเอเอ็มจี ดนตรีมีชีวิต คาดว่าน่าจะเกิดจากสภาพรถที่ผ่านอายุการใช้งานมาถึง 9 ปี ประกอบกับเป็นรถใช้ระบบก๊าซเป็นเชื้อเพลิงร่วมด้วย ส่วนรถอีกคันที่เกิดไฟไหม้เป็นรถของอดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชอาณาจักรภูฏาน สาเหตุที่เกิดไฟไหม้คาดว่าน่าจะมาจากระบบก๊าซแอลพีจีที่ติดตั้งเป็นเชื้อเพลิงเกิดการรั่วไหลเช่นกัน ทั้ง 2 กรณีนี้สอดคล้องกับที่ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า ไฟไหม้รถส่วนใหญ่มักเกิดกับรถที่ติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี หรือซีเอ็นจี ที่ติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน ผ่านการปรับแต่งสภาพหรือใช้อะไหล่ที่ไม่มีคุณภาพและขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี หรือเป็นรถเก่าที่มีอายุการใช้งานนาน ส่วนรถใหม่ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ได้เช่นกันหากไม่ดูแลรักษาสภาพเครื่อง ยนต์อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ทาง ปภ. ขอแนะวิธีป้องกันไฟไหม้รถและข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้รถดังนี้

วิธีป้องกันไฟไหม้รถก่อนขับขี่ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน เติมน้ำหม้อน้ำในระดับที่กำหนด ท่อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีรอยรั่ว ไม่มีเศษวัสดุติดในหม้อน้ำ และท่อยางสายพานมีความตึงในค่าที่กำหนด โดยเฉพาะกระโปรงหน้ารถ หากมีเขม่าดำเกาะแสดงว่าเครื่องยนต์ทำงานไม่สมบูรณ์ รวมถึงควรตรวจดูใต้ท้องรถหากมีร่องรอยน้ำมันหยด ถ้าเจอให้รีบแก้ไขโดยด่วน ที่สำคัญควรจัดเตรียมขวดบรรจุน้ำหรือถังดับเพลิงเคมีไว้ด้านข้างคนขับ หรือในตำแหน่งที่หยิบใช้งานสะดวก จะได้นำมาใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดไฟไหม้รถขณะขับขี่

ผู้ขับขี่ควรหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนบริเวณที่มักเกิดขึ้นก่อนไฟไหม้รถดังนี้ มาตรวัดระดับความร้อนของเครื่องยนต์ซึ่งอยู่บริเวณหน้าปัดรถ หากหม้อน้ำแห้ง พัดลมระบายความร้อนขัดข้องจะทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้รถบริเวณกระโปรงหน้า เพราะเป็นที่ตั้งของเครื่องยนต์ และสายไฟที่อาจทำให้เกิดประกายไฟบริเวณกระโปรงหลังรถ โดยเฉพาะรถที่ติดตั้งระบบก๊าซ หากรถกระตุกเมื่อสตาร์ต หรือในขณะขับขี่ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพ เพราะเครื่องยนต์อาจทำงานขัดข้องหรือถังน้ำมันรั่ว ทำให้อากาศเข้าไปในตัวถังจนทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดไฟไหม้รถได้ ข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้รถกรณีไฟไหม้เล็กน้อย หากเป็นรถที่ติดตั้งระบบก๊าซให้รีบปิดสวิตช์ตัดการทำงานของระบบก๊าซและดับเครื่องยนต์ พร้อมนำถังดับเพลิงเคมีฉีดพ่นบริเวณต้นเพลิง

หากมีเปลวไฟออกมาจากฝากระโปรงรถ ให้ปลดสลักฝากระโปรงและฉีดพ่นสารเคมีผ่านทางช่องฝากระโปรงที่แง้มไว้ห้ามเปิดฝากระโปรงทันทีเพราะจะทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น เมื่อไฟเริ่มสงบ จึงค่อย ๆ เปิดฝากระโปรงขึ้น โดยใช้ผ้ารองหรือสวมถุงมือ เนื่องจากฝากระโปรงมีความร้อนสูง หากเปิดได้แล้วควรฉีดพ่นให้ทั่วห้องเครื่องจนมั่นใจว่าไฟดับสนิท จากนั้นให้รีบถอดขั้วแบตเตอรี่ออกเพื่อป้องกันไม่ให้เปลวไฟปะทุขึ้นอีก

กรณีที่ไม่มีถังดับเพลิง ให้ใช้ผ้าเปียกน้ำหรือทรายมาโปะบริเวณที่เกิดไฟไหม้ หรือใช้ขวดน้ำเจาะปากขวดเป็นรูเล็ก ๆ ฉีดบริเวณที่เกิดไฟไหม้ กรณีไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ให้ตั้งสติ ดับเครื่องยนต์แล้วรีบลงจากรถโดยออกห่างจากรถให้มาก และเร็วที่สุดเพื่อป้องกันรถระเบิด จากนั้นให้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาควบคุมเพลิง
ทั้งนี้การเรียนรู้วิธีป้องกันไฟไหม้รถและข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้รถ จะช่วยลดความเสี่ยง และลดผลกระทบจากการเกิดไฟไหม้รถได้.

สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/266454/ป้องกัน-ข้อควรปฏิบติ+เมื่อรถไฟไหม้

Read More...


เคล็ด (ไม่) ลับ ขับขี่ปลอดภัย สำหรับคุณแม่


เคล็ด (ไม่) ลับ ในการขับรถบนถนนอย่างปลอดภัยที่เหมาะสำหรับคุณแม่และว่าที่คุณแม่ควรจะนำไปปฏิบัติ ยามที่ต้องออกไปทำภารกิจมากมายในชีวิตประจำวัน เรื่องนี้ค่ายเชฟโรเลตมีคำแนะนำดี ๆ มาให้ เริ่มตั้งแต่การขับรถพาบุตรหลานไปโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กตลอดจนการเดินทางไปทำงาน และจับจ่ายซื้อของสำหรับครอบครัว

การปกป้องเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เมื่อนั่งอยู่ในรถควรคาดเข็มขัดนิรภัยไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งเบาะหน้าหรือเบาะหลัง รวมทั้งต้องจัดสายของเข็มขัดนิรภัยให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ โดยต้องจัดให้ส่วนล่างของสายเข็มขัดพาดผ่านหน้าตักช่วงสะโพกกับเชิงกรานและอยู่ใต้หน้าท้อง ห้ามคาดเข็มขัดส่วนล่างไว้ที่หน้าท้องหรือบริเวณสูงกว่าอย่างเด็ดขาด สำหรับสายเข็มขัดส่วนบนต้องอยู่ในตำแหน่งพาดเฉียงจากหัวไหล่ผ่านกลางหน้าอก รวมทั้งห้ามใช้เข็มขัดออกมาพาดไว้ด้านหลังเพราะเข็มขัดจะไม่สามารถดึงรั้งตัวคุณแม่ไว้กับเบาะในยามที่เกิดอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ถ้าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จำเป็นต้องขับรถเองหรือนั่งอยู่ที่เบาะหน้า ควรปรับเบาะที่นั่งให้ถอยห่างออกมาจากพวงมาลัยหรือแผงแดชบอร์ดมากกว่าปกติ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกของถุงลมนิรภัยเมื่อพองตัวออกมาเวลาเกิดอุบัติเหตุ แต่ถ้าคุณแม่ขับรถเอง ไม่ควรปรับให้เบาะนั่งให้อยู่ห่างจนเกินไป เพราะจะทำให้สูญเสียประสิทธิภาพในการควบคุมพวงมาลัย อย่างไรก็ตามหากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เกิดประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ให้ไปพบแพทย์ทันที ถึงแม้จะไม่มีบาดแผลใด ๆ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์

การปกป้องเด็กเมื่ออยู่ในรถ

ตั้งแต่แรกเกิดเด็กทารกจำเป็นต้องมีเบาะที่นั่งเป็นของตัวเองซึ่งไม่ใช่เบาะนั่งที่ติดตั้งในรถยนต์มาแล้ว ด้วยการติดตั้งเบาะที่นั่งสำหรับเด็กทารกจะต้องหันหน้าเด็กไปทางด้านท้ายรถและยึดกับเบาะหลัง จนกว่าเด็กจะมีอายุ 1 ขวบและมีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 9 กก. ในกรณีที่ต้องติดตั้งเบาะเด็ก สำหรับเบาะนั่งด้านหน้าข้างคนขับนั้นคุณแม่ต้องปิดการทำงานของถุงลมนิรภัยด้านผู้โดยสารตอนหน้าด้วย

สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุระหว่าง 1–4 ขวบ และมีน้ำหนักตัวระหว่าง 9-8 กก. ยังต้องนั่งในเบาะที่นั่งเด็กที่มีขนาดที่เหมาะสม และยึดติดอย่างมั่นคงกับเบาะหลัง โดยหันหน้าเด็กไปทางด้านท้ายรถจนกว่าเด็กโตพอที่จะนั่งในเบาะที่นั่งที่หันไปด้านหน้ารถได้ หรือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบและมีน้ำหนักตัว 18 กก. ขึ้นไปจนถึงอายุ 8 ขวบและมีส่วนสูง 145 ซม. ควรนั่งในเบาะนั่งเด็กที่ติดตั้งบริเวณหลัง และเด็กที่มีอายุ 8 ขวบขึ้นไปสามารถนั่งที่เบาะหลังของรถยนต์ได้ตามปกติจนถึงอายุ 12 ขวบ และผู้ขับรถต้องไม่ลืมเตือนให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่เสมอ

สำหรับการติดตั้งเบาะนั่งเด็กที่ถูกต้องที่สุดจะต้องใช้จุดยึดไอโซฟิก และทอป เทเทอร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับการใช้เบาะที่นั่งเด็กในรถยนต์ การตรวจสอบว่ารถที่ใช้มีจุดยึดไอโซฟิก และทอป เทเทอร์หรือไม่นั้นสามารถดูได้ที่ฉลากระหว่างฐานและด้านหลังของตัวเบาะ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบในคู่มือประจำรถ หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายและบริษัทผู้ผลิต

อย่างไรก็ตามเมื่อจัดให้เด็กนั่งอยู่ในเบาะนั่งเรียบร้อยแล้วควรใช้ตัวล็อกนิรภัยสำหรับป้องกันไม่ให้เด็กเปิดประตูรถด้วยตนเอง นอกจากนี้ถ้ามีสิ่งของขนาดเล็กต่าง ๆ เช่น ของเล่นพลาสติกหรือสิ่งของขนาดใหญ่ อย่างเครื่องใช้ในบ้านควรเก็บให้พ้นมือเด็กด้วยหรือเก็บไว้ในช่องเก็บของที่คอนโซลกลางหรือท้ายรถ เนื่องจากเด็กอาจนำเข้าปากและยังอาจเป็นอันตรายได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ในกรณีที่มีเด็กเล็ก ๆ ที่นั่งอยู่เบาะหลัง ควรมีของเล่นที่ทำจากผ้า หรือไม่ก็เปิดเพลง/วิดีโอให้เด็กได้เล่น ได้ฟัง ได้ดูเพลิน ๆ ซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าเมื่อเด็ก ๆ มีอะไรที่มาช่วยดึงความสนใจเอาไว้เด็ก ๆ จะไม่รบกวนสมาธิของผู้ขับขี่

มีสมาธิและระวังคนเดินถนน

การคุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถ อาจทำให้เกิดอันตรายได้และผู้ขับรถยนต์ควรมีสมาธิในการขับรถอยู่เสมอ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ ส่งข้อความ หรือให้ความช่วยเหลือเด็กขณะขับรถก็ควรรอจนกว่าจะสามารถจอดรถอย่างปลอดภัยหรือเดินทางถึงจุดหมาย

ควรระมัดระวังคนเดินถนนอยู่เสมอโดยเฉพาะเมื่อขับขี่อยู่ในเขตโรงเรียนหรือบนถนนที่มีรถจอดอยู่ 2 ข้างทาง อาจมีเด็กวิ่งออกมาบนถนนอย่างไม่คาดคิด หรือในบริเวณที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าก็อาจจะมีเด็ก ๆเดินอยู่ด้านหน้าหรือหลังรถ ดังนั้นควรถอยรถออกจากช่องจอดช้า ๆ พร้อมมองกระจกหรือดูผ่านกล้องถอยหลังถ้ามี สุดท้ายนี้ก็หวังว่าคุณแม่และว่าที่คุณแม่จะขับรถไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยครับ.

สมฤกษ์ รื่นสัมฤทธิ์

credit by : http://www.dailynews.co.th/Content/Article/273135/เคล็ด+(ไม่)+ลับ+ขับขี่ปลอดภัย+สำหรับคุณแม่

Read More...





ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer






ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/




























































เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
...
วิธีบำรุงรักษารถยนต์,แนะนำการดูแลรถยนต์ป้ายแดงและรถมือสองให้ถูกวิธี,autopart,parts accessories,car accessories,auto accessories,parts category บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.