เว็บประกาศขายสินค้าแนว เว็บบอร์ด เข้าไปใช้บริการฟรี มีสินค้าอะไร อยากโปรโมท อยากขายสินค้า แบบฟรีๆ

5 ทริค ช่วยคุณประหยัดมากขึ้นในการขับขี่


ในขณะที่น้ำมันก็แพง แก๊สก็ปรับขึ้นราคา เรามาหาวิธีฉลาดๆในการขับขี่เพื่อช่วยประหยัดเงินในกระเป๋ากันดีกว่า ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยนะครับว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่จะช่วยพวกเราประหยัด กันได้มากขึ้น
วิธีที่ 1 ดับเครื่องยนต์เมื่อรถไม่เคลื่อน น้อยคนนักที่จะเห็นว่าเขาดับเครื่องยนต์ ที่เห็นชัดนั้นก็ไม่พ้นรถตุ๊กๆ ทั้งหลาย แต่เทคนิคนี้อาจจะไม่ขั้นสูงมากนัก ทว่าก็มีการศึกษาวิจัยมาแล้วว่าการดับเครื่องยนต์ช่วยให้ประหยัดเงินใน กระเป๋ามากขึ้น จนรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นมีระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติช่วยสนับสนุนใน เรื่องการประหยัดน้ำมัน

วิธีที่ 2 หลีกเลี่ยงหลุมบ่อ ต่างๆ ไม่เชื่อก็ต้อง ว่าการขับรถให้ประหยัดนั้น สิ่งหนึ่งนอกจากการเดินคันเร่งเรื่อยๆ ขับชิวๆ ช้าๆ แล้ว สภาพพื้นถนนที่เป็นหลุมบ่อ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการขับรถให้มีความประหยัดมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าเป็นได้ควรหลีกลี่ยงหลุมต่างๆหรือผิวจราจรที่ไม่ราบเรียบ เพราะการขับรถผ่านถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อนั้นต้องทำให้เราต้องแตะเบรค และเร่งอยู่บ่อยๆ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่สม่ำเสมอนั่นเอง แต่หากต้องใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำ อาจจะลองหาเส้นทางเลี่ยงที่ไกลกว่าเดิมไม่มากนักน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

วิธีที่ 3 จำให้ดี แรงเฉื่อยช่วยคุณได้ มีคนจำนวนน้อยมากที่รู้จักแรงเฉื่อย แรงเฉื่อยเกิดขึ้นหลังจากที่เราไม่ได้มีการเร่งให้เครื่องยนต์ทำงานแล้ว แล้วปล่อยให้รถวิ่งไปต่อไป แรงเฉื่อยมีประโยชน์อย่างไร บางครั้งเราอาจเคยเห็นหลายๆคน ทั้งๆที่ข้างหน้าเป็นแยก หรือไฟแดง แต่ก็ยังเร่งเครื่องยนต์เพื่อไปเบรคใกล้ๆ ซึ่งหากลดคันเร่งลงแล้วปล่อยให้รถไหลไปก็ได้ (ในระยะที่เหมาะสม ไม่ใช่ปล่อยให้ไหลเป็นกิโลจนทำให้ขวางทางรถด้านหลังและก่อให้เกิดการจราจร ติดขัด) วิธีการนี้จะช่วยประหยัดทั้งน้ำมันและลดการเบรคที่กระชั้นชิดลง ได้ประโยชน์สองต่อคือ อัตราการสึกหรอของผ้าเบรคก็จะลดลงด้วย นอกจากนั้นยังช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งต่อคันที่อยู่ข้างหน้าและ ข้างหลัง ประโยชน์เห็นๆ

วิธีที่ 4 เหยียบเผื่อเมื่อขึ้นทางชัน หลายครั้งที่เราตะลุยต่างจังหวัด อาจจะต้องเจอทางลาดชัน โดยเฉพาะเขา ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำอัตราประหยัด แต่กระนั้นก็ยังมีวิธีพิชิตมันได้ เพียงแค่ใช้แรงบิดให้เป็นประโยชน์เหยียบส่งลงเขาเพื่อใช้ โมเมนตัมของรถในการเพิ่มความเร็ว ทำให้ไม่จำเป็นต้องเร่งมากในการขึ้นเขา (วิธีการนี้ควรใช้วิจารณญาณ และความชำนาญในเส้นทางประกอบด้วยนะครับ)

วิธีที่ 5 ได้เวลามองพลังงานทางเลือก ถ้าหากทำทุกอย่างแล้ว เงินในกระเป๋ายังประหยัดไปไม่มากกว่านี้ สิ่งสำคัญต่อมาอย่างสุดท้ายคงต้องมองในเรื่องของพลังงานทางเลือก เช่นการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิง CNG หรือ LPG และหากคุณวางแผนที่จะเปลี่ยนรถคันใหม่อยู่แล้ว อย่าลืมมองหารถยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงได้หลายประเภทเช่น เชื้อเพลิง E20, E85 หรือ รถยนต์ไฮบริด ได้ ก็จะช่วยให้คุณประหยัดยิ่งขึ้น
ทั้งหมด 5 ข้อที่กล่าวมานี้ บางข้อนั้นอาจต้องใช้เวลาในการปรับพฤติกรรมการขับขี่พอสมควร แต่เชื่อแน่ว่าจะสามารถช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้อย่างแน่นอน และที่มากกว่านั้นคุณยังช่วยประหยัดพลังงานช่วยประเทศของเราได้อีกด้วย

Read More...


โช้คอัพรถมีปัญหา กับ 8 สัญญาณที่ต้องระวัง


โช้คอัพ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยรองรับแรงก ระแทก ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ และยังทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของตัวถังรถยนต์ ถ้าเกิดโช้คอัพรถมีปัญหาจะส่งผลให้รถเสียศูนย์ เกิดอาการร่อน เมื่อวิ่งทำความเร็ว เข้าโค้งรถจะโคลงควบคุมได้ยาก อีกทั้งความนุ่มนวลของการขับรถจะหายไปอย่างมากซึ่งกรณีที่ร้ายแรงเมื่อเบรกกระทันหันอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้เลยทีเดียว
วันนี้เราจึงนำวิธีตรวจเช็กโช้คอัพมาบอกต่อ แล้วลองสำรวจสุขภาพโช้คอัพของรถคุณได้เลยครับ

การคืนตัวของโช้คอัพ
ลองออกแรงกดรถยนต์แล้วปล่อย หากตัวรถมีอาการเด้งขึ้นลงหลาย ๆ ครั้งแสดงว่าโช้คอัพเสื่อมสภาพ เพราะโช้คอัพที่ดีเมื่อถูกกดจะยุบตัวและคืนตัวโดยไม่มีการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง

มีรอยรั่วของน้ำมัน
โดยตรวจบริเวณซีลโช้คอัพ ถ้ามีคราบน้ำมันเปื้อนแสดงว่ามีการรั่วซึม

โช้คอัพผิดรูปทรง
ตรวจการบิดเบี้ยวของกระบอกโช้คหรือแกนโช้คควรเป็นทรงกระบอกสมมาตร ไม่ผิดรูปทรง

ไม่มีความร้อนจากโช้คอัพ
หลังจากที่ใช้งานรถตามปรกติ เมื่อจอดให้ใช้มือสัมผัสกับกระบอกโช้คอัพทันที ถ้ากระบอกโช้คอัพมีความร้อนแสดงว่าโช้คอัพยังมีสภาพปรกติ แต่หากสัมผัสแล้วกระบอกโช้คอัพมีอุณหภูมิปกติ แสดงว่าโช้คอัพไม่มีการทำงา

ดอกยางสึกผิดปรกติ
ตรวจหน้ายาง ดอกยางของรถยนต์ หากมีสึกไม่สม่ำเสมอเป็นบั้งทั้งที่ตั้งศูนย์ล้อตรง แปลว่าโช้คอัพมีปัญหา

อาการโคลงของรถ
ขณะเริ่มออกตัวโดยด้วยเร็วปกติแต่หน้ารถเชิดขึ้น และขณะเบรกที่ความเร็วต่ำหน้ารถทิ่มลง แสดงว่าโช้คอัพเริ่มเสื่อมสภาพ

ในห้องโดยสารกระเทือนมากว่าปรกติ
มีอาการกระเด้งกระดอนขึ้นลง เมื่อรถวิ่งผ่านเนินเล็ก ๆ หรือคอสะพาน ขณะขับขี่นั้นมีความรู้สึกว่ารถยนต์สั่นไม่นิ่มนวล

มีอาการรถร่อน
เมื่อใช้ความเร็วสูงรถจะเสียการทรงตัวได้ง่าย เนื่องจากเกิดลมปะทะแล้วโช้คอัพที่ทำงานผิดปรกติไม่สัมพันธ์กันกับกระบอกอื่น ๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอาการที่บ่งชี้ว่าโช้คอัพของคุณเริ่มผิดปรกติ และหากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันหลายอาการ ควรไปเข้าศูนย์หรืออู่เพื่อตรวจเช็กและรีบแก้ไขโดยทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและทุกคนที่ใช้ถนนร่วมกันครั

Credit : kapook Car

Read More...


อาการล้อรถยนต์ร้อนผิดปกติ

หลายท่านอาจเคยประสบปัญหาล้อรถ ยนต์ของท่านร้อนผิดปกติ คืออุณหภูมิบริเวณกระทะล้อและล้อยางสูงมากเกินไป สำหรับบทความนี้จะขอกล่าวในเรื่องของ"อุณหภูมิบริเวณกระทะล้อ" จะเป็นหลังจากที่ใช้รถยนต์มาแล้ว ความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นหากสังเกตแล้วจะพบว่ามีความร้อนผิดปกติกว่าที่ควรจะ เป็น ให้ทำการแก้ไข มิฉะนั้นจะมีสิ่งที่ตามมา ได้แก่

- มีความสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงมากขึ้น

- ผ้าเบรกสึกหรอกว่าที่ควรจะเป็น

- ระบบเบรกมีความเสียหาย เป็นต้น

ดังนั้น จะมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นตามมา อาการดังกล่าวไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถนานหรือมีการใช้เบรกอย่างมาก ก็อาจเกิดข้นได้ครับ มาดูกันต่อว่ากระทะล้อร้อนได้อย่างไร และสาเหตุมาจากสิ่งใดได้บ้าง
สาเหตุอันดับแรกแน่นอนจะต้องเกิดกับในส่วนของเบรก นั่นก็คือเบรกติด แต่การที่เบรกติดจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องหลายอย่าง ได้แก่

- คาลิปเปอร์เบรกไม่คล่องตัว ไม่คืนกลับหรือไม่เคลื่อนไหว เป็นสาเหตุอันดับต้นๆเลยครับ เป็นผลมาจากยางกันฝุ่นฉีกขาดจนทำให้เกิดสนิม หากเป็นเพียงแค่สนิมก็อาจจะทำการถอดล้างพร้อมการหล่อลื่นใหม่ได้ แต่ถ้าสาหัสคงจะต้องเปลี่ยนใหม่

- ลูกสูบเบรกไม่คล่องตัว ไม่คืนกลับหรือไม่เคลื่อนไหว โอกาสที่เกิดขึ้นมีอยู่พอสมควรทีเดียว อันนี้เป็นผลมาจากการที่ยางกันฝุ่นฉีกขาดเหมือนกับคาลิปเปอร์ ไม่เพียงเท่านั้นก็ยังเป็นไปได้อีกว่า น้ำมันเบรกสกปรกมีเศษวัสดุเจือปน ซึ่งอันนี้จะทำให้ลูกสูบเบรกมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเช่นกัน หากพบว่ายางกันฝุ่นฉีกขาดให้เปลี่ยนใหม่ แต่ถ้าน้ำมันเบรกสกปรก อาจจะทำการถอดล้างได้ครับ

- สายเบรกอ่อน ชิ้นส่วนนี้หากมีการเสียหายจะไม่สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนได้ ไม่เหมือนส่วนอื่นที่ได้กล่าวมาครับ แต่ถ้ามีการแก้ไขคาลิปเปอร์และลูกสูบแล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าสายอ่อนเบรกเกิดการเสียหายภายในแล้วครับ

อาการที่เกิดขึ้นนั้น จะเกิดขึ้นกับรถยนต์ที่ถูกใช้งานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว สำหรับรถใหม่ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ครับ

ที่มา : www.phithan-toyota.com

Read More...


“ทดลองขับ“ อย่างไร เมื่อต้องซื้อรถใหม่ทั้งที

                ทุกวันนี้คนจำนวนมีความต้องการที่จะซื้อรถยนต์กันมากมาย แต่อย่างที่เราเคยบอกเพื่อนๆไปแล้วครับว่า การที่เราจะเลือกรถถูก ใจได้นั้น เราจำเป็นที่จะต้องลองให้มันรู้กันไป ไม่ใช่เพียงฟังมาเขาเล่าว่า หากแต่การลองขับคือหนทางที่ดีสุดของขั้นสุดท้าย ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถสักคัน
                ในบ้านเราคงจะยังมีคนจำนวนน้อยมากที่ขอ "ทดลองขับ" รถยนต์รุ่นต่างๆที่วางจำหน่ายอยู่มากมาย ทั้งที่เป็นสิทธิของผู้บริโภคที่สามารถพึงกระทำได้ ไม่ว่าจะหรือ มือสองเอง ก็ตามแต่ที่เรารู้สึกว่าคนไม่กล้านั้น อาจจะเหตุด้วยความกลัวว่าจะเกิดความเสียหายหรือไม่ ก็ไม่ทราบว่า การเอารถไปทดลองขับเพื่อประกอบการตัดสินใจ จะต้องทำอย่างไร บ้างและวันนี้ เราก็มี เคล็ดลับเล็กๆมาฝากกัน



Read More...


หลากของจำเป็นติดรถ...อะไรบ้างที่ควรมีไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

                ทุกวันนี้รถยนต์หลายเป้นสิง่ที่จำเป็นในชีวิตของใครหลายๆคน แม้รถยนต์จะมีคนขับมากขึ้นทุกวัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า คนที่ใส่ใจกับรถยนต์ที่ตัวเองขับขี่จิริงๆ และเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น คุณอาจจะต้องการ สิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะ เมื่อต้องเดินทางคนเดียว ลองมาดูสิว่า มีอะไรบ้างนะ 

                1.ยางและล้อสำรอง ...  คุณอาจจะไม่คิดว่า ยางและล้อสำรองเป็นสิ่งที่จำเป็นนักสำหรับรถ แต่เมื่อไรก็ตามที่เดินทางไกล ยางและล้อสำรองจะมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะเมื่ออาจจะคาดไม่ถึงว่ายางรถจะแบนหรือแตก ยางสำรองจะช่วยคุณได้มากในการฝ่าฟันปัญหา แต่ก็อีกนั่นแหละ คุณก็คงต้องหมั่นดูแลยางสำรองนี้ด้วย โดยปกติ รถทุกคันจะมีค่าลมยางอะไหล่บอกเสมอและให้คุณตรวจสอบเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้มีสภาพพร้อมใช้งานยามต้องการ



Read More...


เข้าเกียร์ N หรือ ค้าง D เอาจริงๆ ใครถูก ใครผิด

            ตั้งแต่มีรถอัตโนมัติ มาขับในบ้านเรา นั้น  เรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงมากที่สุดในเรื่องของการขับขี่ คงจะไม่พ้นข้อคำถามที่ว่า ในระหว่างการขับขี่หากรถหยุด ชั่วขณะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สี่แยกไฟแดง เราควรจะปรับตำแหน่งเกียร์จาก  D  ที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ มาสู่ตำแหน่ง  N  หรือ เกียร์ว่าง ซึ่งจะความคล้ายคลึงกับการใช้งานในรถยนต์เกียร์ธรรมดา หรือไม่


                ข้อถกเถียงที่ไม่มีวันที่สิ้นสุดนี้ เป็นเหมือนเรื่องราวไก่กับไข่ ที่เถียงกันมายาวนาน ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลมาสนับสนุน และไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้นแต่ที่ต่างประเทศก็มีการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งเป็นข้อกังขากันมาอย่างยาวนาน จนแทบจะพูดว่านี่คือคำถามสุดคลาสสิคของเกียร์อัตโนมัติกันลยทีเดียว

Read More...


นั่งขับรถอย่างถูกวิธี ต้องนั่งอย่างไร ฟังจากผู้เชี่ยวชาญ

            ตั้งแต่ขับรถมานี่ก็เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ได้ความรู้ดีๆ จนต้องนำมาแบ่งปันเพื่อนๆ หลังจากที่เราเองก็อาจจะผิดมาตั้งนานเกี่ยวกับการขับรถ ซึ่ง จะว่าหลายคนก็คงไม่ทราบว่า การขับรถนั้นยังมีวิธีนั่งที่ถูกต้อง 

                ในงานทดสอบรถยนต์จากค่ายรถยนต์เมอร์เซเดส ล่าสุด เราได้รับความรู้ดีจากผุ้เชี่ยวชาญตัวจริงจากงานเมอร์เซเดสเบนซ์ ที่มาบอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับท่านั่งขับ ที่หลายคนอาจจะคิดว่าท่านั่งขับขี่สบายๆเอาจับถนัดขับยังไงก็ได้ แต่ที่จริง มันผิดมหันต์ และส่งผลต่อการทำงานของระบบความปลอดภัยด้วย

นานทีจะมีของจริงอย่างนาย Elliot Barbour นักขับ รถแข่งสายเลือดจิงโจ้ จากรายการ  V8 Super Car  ที่กล่าวอย่างจริงจังว่า เขาเป็นห่วงเรื่องท่านั่งขับขี่ของคนจำนวนมาในสมัย นี้ ส่วนใหญ่พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าที่นั่งขับขี่ นั้น สบายๆอะไรก็ได้ รวมถึง บางคนถึงกับนอนขับด้วยความเข้าใจผิดจากท่านั่งในกีฬาแข่งรถ



Read More...


5 เหตุผลที่คุณ ควรขับ รถเกียร์อัตโนมัติ

                 หากกล่าวถึงรถยนต์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แล้ว เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รถยนต์ระบบเกียร์อัตโนมัติ ถือว่าเป็นรถยนต์ ที่แทบจะเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ว่าใครต่างก็คบหาด้วยความสะดวกสบาย และก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่ก็ยังมีบ้างบางคนที่ไม่ชื่นชอบรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ
                แม้การเลือกซื้อรถอาจจะเป็นความต้องการของแต่ละคนที่ มองถึงความต้องการของตัวเอง แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่ไม่แตกต่างกันมากมายนัก บางทีอาจจะต้องมองถึงอะไรที่มากกว่า และ บางทีรถเกียร์อัตโนมัติ อาจจะถูกกว่าก็ได้


1.  มันขับง่ายกว่า  ไม่ ว่าใครก็คงต้องรู้ดีในเรื่องนี้ว่ารถเกียร์อัตโนมัติ ขับขี่ง่ายกว่า แน่นอนว่า การเดินหน้าถอยหลัง ที่ระบบเกียร์จะปรับเปลี่ยนตามความต้องการ ย่อมทำให้สะดวกมากขึ้น คุณจะเหนื่อยล้าต่อการขับขี่น้อยลงอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วทำไม ถ้าราคาไม่ต่างกันมาก ลองเจียดเงิน ซื้อรถเกียร์อัตโนมัติ ดูแล้วจะรู้ว่าคุ้มค่า

Read More...


ล้างรถอย่างถูกวิธีต้องทำไงนะ ..

                ทุกวันนี้กิจการหนึ่งที่เราเห็นผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดคงไม่พ้นกิจการร้าน แต่รู้ไหมว่าการล้างรถไม่ได้ยากเลย และมันอาจจะทำให้เราเรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับรถของเราไปพร้อมกันด้วย ถ้าวันนี้ใครยังไม่เคยรู้ว่าการล้างรถจริงๆควรจะทำอย่างไร วันนี้เราจะมาเรียนรู้การล้างรถอย่างถูกวิธีกัน
1.ฉีดน้ำและใช้มือถู .. การ ฉีดน้ำบนตัวรถคือการขจัดคราบดิน ฝุ่น และ สิ่งสกปรกอื่นๆ ออกจากรถก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการ ซึ่งตามร้านเหล่านั้นจะมีเครื่องปั้มน้ำแรงดันสูง ทำให้แค่เพียงฉีดคราบสกปรกก็หายไป แต่ถ้าเราที่บ้านน้ำที่ไม่แรงมาก ทำให้เราควรจะใช้มือถูตามไปกับการราดน้ำพร้อมกัน ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นการขัดฝุ่นและคราบสกปรกก่อน ในส่วนใดที่มีคราบเกาะติดแน่นให้ใช้การฉีดน้ำร่วมแล้วนำมือถูด้วย
2.รู้จักแชมพูที่จะใช้ การล้างรถด้วยน้ำเปล่าอย่างเดียวก็สามารถทำให้สะอาดได้ แต่อย่าใช้วิธีการนำผ้าชุบน้ำเช็ดรถเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดรอยขนแมวตามมา


                แต่แม้เราจะบอกว่าน้ำสะอาดก็พอ แต่การที่เราจะล้างรถได้หมดจด โดยเฉพาะคราบฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยเปล่านั้น ต้องอาศัยน้ำยาล้างรถ ซึ่งปัจจุบันมี 2 แบบที่นิยมกัน คือ แชมพูและโฟม ซึ่งมีจุดประสงค์เดียวกัน ขจัดคราบเหมือนกัน แต่ต้องเข้าใจก่อน
                แชมพู - แชมพูล้างรถไม่ต่างจากแชมพูสระผมนัก แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใช้แทนกันได้ แชมพูสระผมจะขจัดคราบดีเมื่อเทลงไปบนหัว แต่กลับกันตัวแชมพูล้างรถจะต้องผสมน้ำก่อนในอัตราส่วนที่กำหนดแล้วแต่ยี่ห้อ ซึ่งการใช้งานก็คือจุ่มทั้งฟองและน้ำยาถูไปบนตัวรถเลย สิ่งที่ต่างคือตัวน้ำยาจะมีความลื่นนั่นเอง แต่เหล่าโปรล้างรถบอกว่าแชมพูจะให้รายละเอียดสู้โฟมไม่ได้ แต่ก็พอใช้ได้ถ้าล้างเอง

Read More...


5 กฏเหล็กต้องรู้ก่อนซื้อรถ

            ทุกวันนี้หลายคนที่ซื้อ คงจะมีแนวคิดในการซื้อรถยนต์ที่ต่างกันไป แน่นอนการซื้อรถยนต์ฟังดูเป็นเรื่องที่ง่ายไม่ยากอะไรนัก แต่การซื้อรถยนต์ ให้ได้ ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเช่นกัน บางทีอาจจะเรียกว่าต้องทำใจ แต่เรามีคำแนะนำ ที่ทำให้คุณได้ข้อเสนอยานยนต์ที่ดีที่สุด
             แม้ในทางปฏิบัติจะยากในการหักห้ามใจไม่ให้ปล่อยไปตามอารมณ์ สำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่สักคันหนึ่ง แต่ก็ต้องยอมรับในแง่หนึ่งว่า การที่เราซื้อรถยนต์อย่างมีหลักการจะทำให้ได้ ข้อเสนอที่ดีที่สุดในการซื้อรถยนต์ และเพียง  5 ข้อจากเรา การซื้อรถยนต์ที่ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดกว่าคนอื่นๆอย่างไม่ต้องสงสัย


1.       ซื้อรถเดือนธันวาคม ทำไม?? ต้องเดือนนี้ คำตอบง่ายๆ คือ มันเป็นเดือนที่คนเราขี้เกียจที่สุด มีวันหยุดเยอะที่สุด และทุกคนอยากได้โบนัสก้อนโตกลับบ้านในช่วงปีใหม่ ช่วงเวลานี้คือห้วงเวลาที่ดีที่สุดในการซื้อรถ ส่วนหนึ่งเรามีโปรโมชั่นที่ดีจากงานมหกรรมยานยนต์ส่งท้ายปีที่ไม่ต่างอะไร จากงาน เทกระจาดดีๆ และยอดขายรถยนต์ส่งท้ายปีก็คือของขวัญที่ดีที่สุดในช่วงเวลาของความสุข ของบรรดาผู้ผลิต

Read More...


การดูแลที่ปัดน้ำฝน

     ย่างเข้าหน้าฝนแล้ว เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ขับรถ ส่วนสำคัญของที่ปัดน้ำฝนจะอยู่ที่ยางใบปัด ทำมาจากยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ผสมกับสารเคมี เพื่อให้มีคุณสมบัติสูงขึ้น เหมาะแก่การใช้งาน สามารถคง รูปอยู่ได้ มีความทนทานต่อการใช้งาน และทนทานต่อสภาพอากาศ ถึงกระนั้นมันก็ย่อมมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา แต่ถ้าใช้งานกันไม่ถูกวิธีก็ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง


     ตัวการทำลายยางใบปัดได้มากที่สุด คือ การใช้ที่ปัดน้ำฝนตอนที่มีฝุ่น โคลนเหนียว หรือโคลนแห้งเกาะกระจก การใช้งานควรฉีดน้ำล้างกระจก เพื่อให้ฝุ่นที่กระจกเปียก ลดความเหนียวของโคลน หรือทำให้โคลนแห้งอ่อนตัวลงก่อน วิธีนี้จะช่วยลดความฝืดของกระจก


     นอกจากเป็นการช่วยให้ใบปัดไม่เสียหายเกิดการชำรุดฉีกขาดแล้ว ยังช่วยไม่ให้กระจกเป็นรอย และยังทำให้ มอเตอร์ ตลอดจนข้อต่อต่างๆ ไม่ต้องออกแรงมากจนเกินไป โดยเฉพาะพวกชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นเฟืองทด หรือบูชข้อต่อก็ตาม ง่ายต่อการเสียหาย การใช้ที่ปัดน้ำฝน ต้องเลือกสปีดให้เหมาะสมกับลักษณะของฝน และความเร็วของรถ เดี๋ยวนี้ที่ปัดน้ำฝนสามารถปรับตั้งจังหวะการใช้งานได้ ก็ควรใช้ให้เป็นประโยชน์บ้าง ไม่ใช่ว่าฝนตกเป็นละอองเพียงนิดหน่อย แต่ใช้สปีดเร็วยางใบปัดย่อมไม่อยู่ให้รับใช้กันนานนัก ต้องทำความสะอาดยางใบปัดกันบ้าง เพราะตอนใช้งานนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำฝน หรือน้ำโคลนที่มาเกาะกระจก อาจจะมีพวกสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อยางติดมาด้วย ถ้าปล่อยให้เกาะค้างคาเอาไว้จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพได้

การทำความ สะอาดยางใบปัดน้ำฝน ให้ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำ แล้วบิดพอหมาดๆ เช็ดรูดไปตามความยาวของยางใบปัด หรือแม้จะไม่ได้ใช้งานใบปัดเลย ก็ควรทำทุกครั้งที่มีการล้างรถ ข้อสำคัญคือ ไม่ควรใช้ผงซักฟอกผสมน้ำทำความสะอาดอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ยางเสื่อม สภาพแล้ว ยังทำให้สีรถเสียหายได้ด้วย เวลาจอดรถตากแดดไว้นานๆ

credit by :  http://auto.sanook.com/5563/การดูแลที่ปัดน้ำฝน/

Read More...


บ่อยครั้งที่ผู้เอาประกันซื้อกรมธรรม์ประกันภัยด้วย ความเชื่อและเครดิต มากกว่าที่จะตั้งใจอ่านสัญญาในกรมธรรม์


          บ่อยครั้งที่ผู้เอาประกันซื้อกรมธรรม์ประกันภัยด้วยความเชื่อและเครดิต มากกว่าที่จะตั้งใจอ่านสัญญาในกรมธรรม์ซึ่งเต็มไปด้วยภาษากฏหมายเข้าใจยาก  ด้วยเหตุนี้ความรู้เกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ที่หลายคนยังไม่ทราบจึงยังคง เป็นปริศนาต่อไป การเข้าใจกรมธรรม์แบบง่ายๆ จึงน่าจะสามารถช่วยให้คุณรักษาสิทธิประโยชน์ของคุณไว้ได้อย่างเต็มที่
10 เรื่อง "ต้อง" รู้เกี่ยวกับประกันภัย

          1. กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จะมีผลทันทีที่ผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันภัยให้ กับบริษัท (รวมไปถึงนายหน้าผู้เอาประกันด้วย) ดังนั้นแม้การซื้อผ่านนายหน้าถ้ามีใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องก็จะปฏิเสธความ รับผิดชอบมิได้

          2. ในกรณีที่รถคุณเสียหายอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถซ่อมกลับคืนได้ บริษัทต้องจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันเต็มทุนประกัน และรถคันนั้นจะตกเป็นทรัพย์สินของบริษัทประกันภัย

          3. ค่าแอกเซ็ปต์ หรือค่าใช้จ่ายส่วนแรกนั้น ในกรณีไม่มีคู่กรณีจะจ่ายเพียง 1,000 บาท เท่านั้น แต่ถ้าคนอื่นขับไปทำให้เกิดความเสียหาย ต้องจ่าย 6,000 บาท

          4. ค่าอะไหล่ที่เกิดจากการซ่อม ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องเป็นเงินตามราคาประเมินเพื่อนำไปจัดหาเองได้ ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าจะได้อะไหล่แท้หรือไม่

          5. หากภายในรถของคุณมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับระบบก๊าซ NGV หรือ LPG เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องแจ้งให้บริษัททราบ เพราะหากเกิดเหตุและรถคันเอาประกันเป็นฝ่ายผิด ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันอาจไม่สมบูรณ์

          6. หากคุณขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของท่านเป็น "ฝ่ายถูก" คุณควรตรวจสอบไปที่บริษัทประกันภัยว่าตามรายงานอุบัติเหตุนั้น รถของคุณเป็นฝ่ายถูกจริงเหรอ ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์

          7. การดูแลขนย้ายรถที่เสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุเพื่อไปซ่อมที่อู่เป็นหน้าที่ ของบริษัท แม้ว่าจะต้องย้ายรถไปโรงพักหรือที่ใดก็ตามตั้งแต่หลังเกิดเหตุจนกระทั่งซ่อม เสร็จ บริษัทประกันภัยจะต้องรับภาระส่วนนี้ แต่ไม่เกินร้อยละยี่สิบของค่าซ่อม

          8. ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชน และคุณไม่แน่ใจว่าเป็นฝ่ายถูกหรือผิด คุณไม่จำเป็นต้องเซ็นรับผิดในใบเครม เพราะไม่ใช่กติกาหรือข้อกฏหมายแต่เป็นหน้าที่ที่บริษัทซึ่งคุณทำประกันจะไป ทำการตกลง
          9. อย่าคิดหนีในกรณีที่ขับรถชนคน ให้ช่วยเหลือคนเจ็บให้เต็มที่ และถ่ายรูปหลักฐานที่เกิดเหตุไว้ต่อสู้คดี เพราะศาลจะพิจารณาจากความมีน้ำใจที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น บางทีโทษทางอาญาอาจเหลือแค่การรอลงอาญา และตกลงค่าเสียหายกันตามสมควรแต่ถ้าคุณหนีจะติดคุกทันที

          10. ประกันภัยจะไม่คุ้มครองความเสียหายในขณะที่รถของคุณถูกลากจูง หรือขับรถขณะที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไม่น้อยกว่า 150mg% หรือขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เว้นแต่ในกรณีที่ทำประกันประเภทระบุชื่อคนขับ และความเสียหายนั้นเกิดขึ้นในขณะที่คนระบุชื่อเป็นผู้ขับขี่

credit by :  http://auto.sanook.com/5575/ประกันภัย...ความลับที่ประกันภัยไม่ยอมบอกคุณ-แต่..คุณต้องรู้/

Read More...


5 วิธีขับรถหน้าฝน


1.อย่าละเลยการตรวจเช็กระบบเบรกในหน้าฝนนี้ ระบบเบรกก็จะมีผ้าเบรก ควรจะต้องเปลี่ยนที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร หรือไม่ควรเกิน 2 ปี น้ำมันเบรก ควรเปลี่ยนหรือเติมที่ระยะทาง 50,000 กม. หรือไม่ควรเกิน 2 ปี หรือควรเช็กระดับน้ำมันเบรกทุกสัปดาห์ หรือสังเกตจากเสียงขณะเบรก เบรกไม่อยู่ในระยะปกติ หรือดูจากไฟเตือนที่แสดงบนหน้าปัด หากระบบเบรกหมดสภาพนอกจากเป็นอันตรายได้ง่ายในช่วงหน้าฝนเพราะถนนลื่นแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันได้ถึงประมาณวันละ 400 ซีซี ทีเดียว


2.อย่าละเลยตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ เพราะสำคัญมาก ต้องเปลี่ยนยางรถที่ระยะทาง 50,000 กม. หรือไม่ควรเกิน 2 ปี และควรสับเปลี่ยนยางรถที่ ระยะทาง 10,000 กม. ทั้งต้องตรวจเช็กอะไหล่ตัวยึดล้อรถให้มีสภาพใช้งานได้ดีทั้งระบบ รวมไปถึงการตรวจเช็กลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

3.อย่าขับรถด้วยความเร็วสูง เพราะ ถนนในฤดูฝนจะลื่นกว่าปกติ เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้ การขับรถเร็วสูงทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันกว่าการขับรถที่ความเร็ว 90 กม./ชม. หรือตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด

4.อย่าละเลยวางแผนก่อนเดินทาง เพราะฝนตกรถติดเป็นคู่กันอยู่แล้ว ดังนั้น ต้องศึกษาเส้นทาง หรือหาเส้นทางลัด และต้องเผื่อเวลาการเดินทางให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการเสียเวลาหากรถต้องติดอยู่บนถนนนานๆ

5.อย่าใช้รถหากไม่จำเป็น เพราะในช่วงเวลาที่ฝนตกถนนลื่นการจราจรจะติดขัดกว่าปกติ ดังนั้น จึงควรเลี่ยงการใช้รถ เช่น ใช้โทรศัพท์ โทรสาร หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในการติดต่อสื่อสารแทน

credit by :  http://auto.sanook.com/5626/5-วิธีขับรถหน้าฝน/

Read More...


วิธีดูแลรถที่ต้องลุยน้ำเป็นประจำ


     หน้าฝนมาแล้ว หลายพื้นที่มีปัญหาน้ำท่วมขัง สำหรับรถที่ต้องลุยน้ำ หรือผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ การดูแลรักษารถใน ช่วงหน้าฝน ก็ใกล้เคียงกับในช่วงฤดูอื่นๆ ครับ จะต้องตรวจดูและสังเกตสภาพเครื่องยนต์ สภาพยางและสภาพการทำงานของเบรก ตลอดจนระบบเบรก ตลอดจนระบบไฟ อาทิ ไฟหน้า ไฟท้าย เป็นต้น นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพที่ปัดน้ำฝน เพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้หน้าฝนนี้

     สิ่งที่ควรกระทำเป็นพิเศษนอกเหนือจากการตรวจสอบสภาพรถโดย ทั่วไปแล้ว คือหากรถขับผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือลุยน้ำท่วมมา เมื่อขับถึงทางแห้งควร "เลียเบรก" หรือย้ำเบรกติดๆ กันหลายครั้ง เพราะนอกจากจะเป็นการตรวจสอบประสิทธิภาพของเบรกแล้ว การเลียเบรกยังเป็นการไล่ความชื้นที่ดีอีกด้วย เมื่อจอดรถเป็นเวลานานสำหรับรถที่ลุยน้ำมา ไม่ควรดึงเบรกมือขึ้น เพราะความชื้นที่ยังเหลืออยู่ที่ตัวเบรกจะทำให้เบรกติด มีผลทำให้รถเคลื่อนตัวไม่ได้ หรือดึงเบรกมือลงลำบาก ในรถบางคันอาจมีสนิมเกาะที่ตัวเบรก แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเมื่อรถถูกใช้งานไปสักระยะ สนิมที่เกาะจะถูกขัดออกโดยอัตโนมัติ โดยในระหว่างขับขี่อาจมีเสียงดังรบกวนที่จานเบรก อาการดังกล่าวถือเป็นอาการปกติ จะหายไป เมื่อถูกใช้งานไปสักระยะ หลังจากหน้าฝนผ่านไปแล้ว โดยเฉพาะรถที่จอดแช่น้ำมา อันดับเเรกควรทำความสะอาดรถโดยการอัดฉีดใต้ท้องรถ ในกรณีขับผ่านน้ำลึก มีทางเป็นไปได้ว่าน้ำอาจจะซึมผ่านอุปกรณ์ตามท่อหรือรูต่างๆ บริเวณใต้ท้องรถ ดังนั้น ควรตรวจสอบหรือเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ รวมถึงน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์

     นอกจากนี้ ควรตรวจสภาพแร็คพวงมาลัย ลูกหมากต่างๆ ถ้าพบว่าผิดปกติควรที่จะเปลี่ยนโดยปรึกษาช่างผู้ชำนาญ สำหรับห้องโดยสาร โดยปกติห้องโดยสารจะมีรูและช่องต่างๆ ตามตัวรถ โดยบางจุดจะมียางมาครอบปิดไว้ หากยางเริ่มเสื่อมสภาพน้ำก็จะซึมเข้าไปในตัวรถ ยิ่งถ้ามีปูพรมด้วยยิ่งทำให้เกิดกลิ่นอับชื้น ซึ่งถ้าหากกลิ่นดังกล่าวถูกดูดซึมเข้าไปในระบบแอร์ จะเป็นการยากที่จะทำให้กลิ่นอับชื้นหายไป ดังนั้น ควรรื้อพรมเพื่อจะตรวจรอยรั่วหรือรอยซึมภายในรถ โดยเฉพาะพื้นรถ ทั้งนี้ ควรนำรถออกไปตากแดด เพราะเป็นวิธีธรรมชาติที่ช่วยขับไล่ความชื้นและเหม็นอับได้ดีวิธีหนึ่ง สำหรับตัวถังรถ ในกรณีที่รถยังไม่ได้ซ่อมหลังเกิดอุบัติเหตุ หรือรถมีรอยสีกะเทาะ ให้ตรวจสอบดู หากพบสนิมที่เนื้อเหล็กเบื้องต้นควรใช้กระดาษทรายขัดและแต้มสี เพื่อป้องกันสนิมลุกลามต่อไป

     สุดท้ายควรตรวจรายละเอียดปลีกย่อย อาทิ สายพานและลูกรอกสายพานมักจะส่งเสียงร้องเป็นประจำหลังจากผ่านการลุยน้ำ ควรฉีดน้ำยาไล่ความชื้น และให้ช่างผู้ชำนาญช่วยปรับตั้งความตึงสายพาน หากยังไม่ดีขึ้นควรที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวเสียใหม่

ที่มา www.e-toyotaclub.com

Read More...


ไม่ล้างรถหน้าฝน ระวัง...สีรถพังไม่รู้ตัว!

นับเป็นความเชื่อผิดๆ สำหรับผู้ขับขี่ ที่คิดว่าหน้าฝนล้างรถไปก็เท่านั้น เสียดายตังค์ เสียเวลา เพราะเดี๋ยวฝนตกก็เลอะเทอะ เปรอะเปื้อนอีกอยู่ดี เลยตัดสินใจขับกันไปแบบไม่ล้าง ปล่อยให้รถเลอะเขรอะเป็นคราบ ประหนึ่งประดับด้วยศิลปะขี้โคลนยังไงยังงั้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่านั่นเป็นความคิดที่ผิด ซึ่งมันจะส่งผลกระทบทำร้ายความเงางามของสีรถคุณได้อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว





คิดง่ายๆ เวลาเราออกกำลังกายจนเหงื่อท่วมตัว เรายังต้องชำระล้าง อาบน้ำให้ร่างกายสะอาดหมดจด รถก็ไม่ต่างกัน เมื่อเราขับมันไปลุยน้ำ ลุยฝน จนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนมาทั้งคัน และน้ำฝนในกรุงเทพฯ ก็อย่างที่รู้ๆ โรงงานเยอะ มลพิษแยะ น้ำฝนก็ย่อมมีฤทธิ์เป็นกรด กัดกร่อนสีรถของเราให้หม่นหมอง ไม่เงางาม ดังนั้นสิ่งที่เราควรกระทำก็คือการล้างทำความสะอาดรถให้เงางามเอี่ยมอ่องนั่นเองครับผม


หลายคนอาจจะบ่นว่า "หน้าฝนแบบนี้มันไม่ต้องล้างกันทุกวี่ทุกวันเลยเหรอฟระครับ!?!" เรา ขอแนะนำว่าหากคุณไม่มีเวลาล้างแบบเต็มขั้น ก็แค่ใช้สายยางฉีดไล่คราบน้ำฝน คราบสกปรก และหาผ้าสะอาดๆ (สำหรับเช็ดรถ) เช็ดให้หมดจดก็ช่วยรักษาสภาพรถได้อย่างง่ายๆ อีกวิธีหนึ่งเช่นกัน แต่หากคุณอยากให้สีรถสวยเงางามอยู่เสมอ การดูแลแบบครบขั้นตอน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
วิธีดูแลรักษาสีรถอย่างถูกวิธีในช่วงหน้าฝน



หมั่นล้างรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังลุยฝนมาสดๆ ร้อนๆ


เป็นการลดการเกิดคราบฝังแน่น แต่หากไม่มีเวลามากนัก แนะนำให้ใช้สายยางฉีดไล่ฝุ่น โคลน และคราบน้ำฝนออกไป และใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง



เมื่อขับรถลุยฝนมาแล้ว พยายามอย่าจอดรถตากแดด
เพราะจะเป็นการทำร้ายสีรถซ้ำหนักเข้าไปอีก ด้วยแสดงแดดจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง เป็นคราบฝังตัวแน่น และอาจกัดลงลึกถึงเนื้อสีได้


ไม่ควรนำผ้าแห้งมาเช็ดรถในทันทีหลังลุยฝนมา
 



เพราะ เป็นสาเหตุก่อให้เกิดรอยได้ ด้วยขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน เกาะที่ผิวรถ ดังนั้นควรฉีกล้างออกก่อนจะเป็นการดีที่สุด


ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆ
เพราะบางครั้งน้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอกซึ่งเราอาจทำความสะอาดได้ไม่ทั่วถึง อาจเป็นสาเหตุทำให้รถเป็นสนิมได้


ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียางเกสร ดอก หรือผล
เพราะ ในฤดูฝน มักมีลมกรรโชกแรง นอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถเราได้แล้ว สิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ และทำให้สีรถเสียหาย เกิดรอยด่างได้ หากเราไม่แก้ไขในทันที


แนะนำให้เคลือบสีรถหากมีเวลา


การ เคลือบสีรถนอกจากจะนำให้รถเงางามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำฝน หากเคลือบสีบ่อยๆ น้ำจะไม่เกาะที่ตัวรถ จึงช่วยลดการเกิดคราบ และทำให้ล้างรถได้ง่ายขึ้น

ถึงตรงนี้คุณคงรู้กันแล้วว่าเหตุใดเรา จึงควรต้องล้างทำความสะอาดรถกันบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ดังนั้นเรามาเปลี่ยนความคิด หันมาล้างรถกันเป็นประจำดีกว่า ขยันซักนิด ทนสักหน่อย อย่างน้อยก็คุ้มค่ากับความเงางามของสีรถนะครับผม

credit by :  http://auto.sanook.com/5633/ไม่ล้างรถหน้าฝน-ระวัง-สีรถพังไม่รู้ตัว/

Read More...


ภัยที่มากับเครื่องปรับอากาศ


      เมืองไทยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อน ยิ่งถ้าต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดอย่างในรถด้วยแล้ว หากไม่มีช่วย คงจะแย่ แต่ในความสะดวกสบายก็ยังมีความน่ากลังแฝงอยู่ครับ เพราะในระบบของเครื่องปรับอากาศเป็นที่ซ่อนตัวของเชื้อโรคหลายๆ ชนิดจากการสะสมภายใน ตู้แอร์ ทั้งฝุ่นละออง เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นถ้าจะให้ดีต่อสุขภาพอนามัย ผู้ใช้รถทุก คนควรล้างตู้แอร์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ไม่จำต้องปล่อยให้แอร์ไม่แรงไม่เย็นแล้วจึงล้าง ยิ่งล้างบ่อยเท่าไหร่เชื้อโรคก็จะน้องลงเท่านั้น


Read More...


เทคนิคการเอาตัวรอดเมื่อรถยนต์จมน้ำ


     ในปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์นั้นถือเป็นอีกปัจจัยทหนึ่งในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันไปแล้ว การเดินทางด้วยรถยนต์ ถือเป็นการเดินทางที่เป็นที่นิยม และการเดินทางแต่ละครั้งก็จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วจะก่อให้เกิดอันตราย และเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้ ดังนั้นความไม่ประมาทในขณะขับขี่รถยนต์ จะทำให้เกิดความปลอดภัยในที่สุด
     และในอุบัติเหตุ หรือสภาณการณ์ฉุกเฉิน เชื่อแน่ว่าทุกคนต่างต้องตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแล้วคุณควรมีสติและ หาวิธีคิดเพื่อที่จะเอาตัวรอดกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นให้ได้ อย่างเช่น ตัวอย่างสถานการณ์รถยนต์ตกน้ำแบบในคลิป โดยเหตุการณ์ในคลิปตัวละครจะพยายามมองหาสิ่งของภายในรถ นำมาใช้ในการทุบกระจกรถให้แตกเพื่อที่จะออกมาจากตัวรถได้ แล้วสิ่งของชิ้นไหนที่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้กระจกรถแตกได้หาคำตอบได้ในคลิปครับ

คลิปทุบกระจกรถตกนํ้า
    
สำหรับใน คลิปก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งสำหรับการเอาตัวรอดจากรถยต์จมน้ำได้ อย่างไรก็ก็ตามทางทีมงาน Sanook ! Auto ได้นำรายละเอียดเพิ่มเติมมามาให้เป็นความรู้อีกทางหนึ่งด้วยครับ
-    อันดับแรกสำคัญมากที่สุด คือต้องตั้งสติให้มั่น (นับหนึ่งถึงสิบไม่ได้เ พราะเวลาจะหมดไปโดยเปล่าประโยชย์) ให้คิดง่าย ๆ ว่า 'มันไม่ยากเกินไปที่จะแก้ไขเมื่อมีสติ'
-    ขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่จะตกน้ำ อย่าปลดเข็มขัดนิรภัยออกจนกว่ารถจะหมดแรงกระแทก หลายคนเมื่อเห็นว่ารถกำลังเคลื่อนที่จะลงน้ำก็จะปลดเข็มขัดนิรภัยออกในทันที ซึ่งกรณีนี้อาจทำให้ศีรษะไปกระแทกจากแรงประทะของผิวน้ำได้
-    ทันทีเมื่อรถยนต์นิ่งสงบอยู่ในน้ำ ไม่ควรเปิดประตูรถเพราะแรงดันน้ำจากภายนอกจะทำให้ไม่สามารถเปิดประตูได้ (จนท.ตำรวจสหรัฐ พิสูจน์ความจริงข้อนี้แล้วว่า จากการนำรถยกห้อยรถในน้ำไว้ครึ่งคัน แล้วให้ตำรวจทั้งที่อยู่ในและนอกรถลองพยายามเปิดประตูรถ แต่ก็ไม่สามารถกระทำได้)
-    ขณะที่น้ำเข้ารถให้ออกทางหน้าต่างเท่านั้น โดยลดกระจกลง แบบมือหมุน (MANUAL) มีเวลาพอ แต่สำหรับกระจกไฟฟ้าจากสถานการณ์จำลองพบว่า แม้รถจะจมอยู่ในน้ำระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีอีกประมาณ ๑๐ นาที ถึงแม้เครื่องยนต์จะดับ ไม่ต้องกลัวไฟช็อต เพราะในรถยนต์จะใช้ไฟกระแสตรง (D.C.) ไม่เหมือนไฟบ้านที่เป็นกระสลับ (A.C.) ซึ่งเมื่อโดนน้ำแล้วช็อตเลย ฉะนั้นในรถยนต์จะไม่มีการช็อต การทำงานของกระจกไฟฟ้าไม่กี่วินาทียังพอมีเวลาที่จะทำงานได้
-    สูดลมหายใจให้เต็มที่และค่อยๆ เอาตัวออกที่ช่องหน้าต่าง ถึงแม้ช่วงที่เอากระจกลงจะมีน้ำไหลเข้ามาในรถก็ตาม ตัวเราก็สามารถว่ายน้ำออกทางหน้าต่างได้ ไม่ต้องห่วงข้าวของมีค่า ถ้ามีผู้โดยสารมาด้วยก็บอกให้กระทำเช่นเดียวกัน หากมีเด็กให้หนีบเด็กนั้นออกมากับตัวท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้น แม้เวลาเสี้ยว วินาที ก็ต้องรีบกระทำดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
-    กรณีไม่สามารถออกทางหน้าต่างได้ (เปิดหน้าต่างไม่ได้) ไม่ว่าสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ ข้อควรปฏิบัติต่อไป คือ ให้ปลดล็อกประตูที่เป็นทางออก (MANUAL) ถ้าเป็นประตูไฟฟ้าก็ต้องกดปลดล็อก (เหตุผลเดียวกับข้อ 4) เมื่อน้ำเข้ามาในรถมากพอเกือบถึงหลังคา หลังความดันภายนอกและภายในรถใกล้เคียงกันแล้ว ก็ให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วนำตัวออกจากห้องโดยสารของรถได้ ท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือ จะว่ายขึ้นมาก็ได้ ในกรณีหากน้ำลึกมาก ๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือหรือใต้น้ำ เพราะว่ามืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจว่ายน้ำไปทางทิศที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ  ในกรณีนี้ควรปล่อยให้ตัวลอยขึ้นตามธรรมชาติ หรือลองเป่าอากาศดูฟองว่าลอยขึ้นทางทิศใด ก็ให้ว่ายไปทางทิศของฟองอากาศลอยไป เช่นนี้แล้วจะไม่มีอาการหลงน้ำ
-    เมื่อไม่สามารถเปิดประตูหรือลดกระจกลงได้เนื่องจากเกิดแรงกระแทกและชน (เกิดอุบัติเหตุ) ก่อนรถจะตกน้ำ ขั้นตอนต่อไปควรหาของแข็งมาทุบกระจก เครื่องมือประจำรถที่เหมาะสมที่สุด คือ เหล็กขันน็อตที่มีอยู่ในถุงอะไหล่ รถกระบะทุกชนิดไม่ว่าสี่ประตู หรือ CAB จะเก็บถุงเครื่องมือไว้ใต้เบาะหลัง หรือ ส่วนที่อยู่ในเก๋งด้านหลัง ส่วนรถเก๋งต้องหาวัสดุที่เป็นเหล็กหรือของแข็งพอที่จะทุบให้กระจกแตกได้ กระจกที่เลือกทุบมีหลักอยู่ว่ากระจกหน้าหลังจะเป็นกระจกนิรภัยออกแบบให้แตกยาก ควรทุบกระจกด้านข้างเมื่อสู้แรงดันน้ำได้ หรือ ให้แรงดันน้ำในและนอกใกล้เคียงกันแล้วให้นำตัวออก  มีความเป็นไปได้กรณีไม่สามารถทุบกระจกข้างให้แตกได้ เพราะแรงดันน้ำภายนอก วิธีต่อไปให้เลือกทุบกระจกหลังเพราะเป็นส่วนที่จมน้ำหลังสุด (เพราะส่วนหัวจะจมก่อน)
-    อย่าตามอากาศอย่างเด็ดขาด การเสียชีวิตเนื่องจากติดอยู่ในรถก็เพราะผู้เสียชีวิตพยายามตามอากาศที่ไหล ไปรวมกันอยู่หลังรถ เพราะหน้ารถพุ่งลงน้ำ (เครื่องยนต์อยู่ด้านหน้า) หัวรถจะจมน้ำก่อนแล้วท้ายรถก็จะโด่งขึ้นอากาศจึงไหลไปรวมกันที่นั่งหลัง อากาศที่อยู่หลังรถดูเหมือนจะมีให้หายใจได้ แต่เมื่อ จมลงไปเรื่อย ๆ ตัวรถจะเริ่มตั้งฉากอากาศจะถูกบีบออกทางกระโปรงหลังภายในไม่กี่นาที
-    การตัดสินใจปฏิบัติตามขั้นตอน ควรทำอย่างรวดเร็วเพราะไม่สามารถทายได้ว่าก้นน้ำจะมีความลึกมากแค่ไหน ภูมิประเทศใต้น้ำอย่างไร ถ้าเป็นโคลนโอกาส รอดก็จะมีน้อยทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหา : หนังสือนาวิกศาสตร์

Read More...


เช็ก “กระจกหน้าต่างไฟฟ้า“ ไม่ทำงานเกิดจากอะไร


     กระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้าจะต้องอาศัยพลังงานทางไฟฟ้าในการทำงาน แตกต่างจากกระจกหน้าต่างใช้มือหมุน แต่กลไกการทำงานใกล้เคียงกัน กระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้าจะมีสวิตช์การทำงานอยู่ที่ประตูและตำแหน่งผู้ขับขี่ ก็เท่ากับว่าผู้ขับขี่สามารถควบคุมและสั่งการได้จากสวิตช์ควบคุมตำแหน่งผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการล็อก, การปลดล็อกของประตู และรวมถึงกระจกหน้าต่างด้วย



     เมื่อกล่าวถึงกระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้า เจ้าของรถหรือผู้ขับขี่ใช้รถยนต์ เป็นประจำ ส่วนใหญ่ใช้งานกระจกหน้าต่างด้านผู้ขับขี่บ่อย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหน้าต่างพูดคุยกัน, การเข้าที่จอดรถขณะรับบัตร, การจ่ายค่าทางด่วน และอื่นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้กระจกหน้าต่างบานอื่นแทบจะไม่ถูกใช้งานเลย

     ดังนั้น เมื่อต้องการให้ทำงาน อาจจะไม่ทำงานก็เป็นได้ เกิดจากสาเหตุอะไร ไม่มีใครรู้ถึงขั้นอารมณ์เสียก็มีไม่น้อย หากรถยนต์ของท่านยังอยู่ในระยะรับประกันก็แล้วไป ทางผู้ผลิต หรือศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าหมดระยะรับประกันสิ ทำอย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้แต่กลับชำรุด แต่ข้างที่ใช้บ่อยไม่เป็นอะไร จุดนี้เองอาจทำให้มีปัญหาขึ้นได้ จริงอยู่การรับประกันตัวรถยนต์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาหรือระยะทางก็แล้วแต่ เป็นข้อกำหนดที่ตายตัวอยู่แล้วดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาลักษณะเช่นนี้ ท่านเจ้าของรถคงต้องตรวจสอบดูการทำงานของกระจกหน้าต่างแบบไฟฟ้าบ้าง โดยการเปิดปิดหน้าต่างด้านที่ไม่ค่อยได้ถูกใช้งาน เพื่อเป็นการกระตุ้นการทำงาน

     ส่วนสาเหตุส่วนใหญ่อาจมาจาก "ความชื้น" ที่เกิดขึ้นบริเวณประตูเวลาที่ล้างรถ หรือขับรถโดนฝน เพราะว่าน้ำสามารถไหลเข้าบริเวณประตูได้ผ่านทางคิ้วรีดน้ำกระจกหน้าต่างด้าน นอกได้ เมื่อสะสมมากขึ้น ความชื้นบวกกับไม่มีการทำงานของมอเตอร์ยกกระจกบ้างเป็นครั้งคราว จึงทำให้เกิดการขัดข้องได้ ในเมื่อกระจกหน้าต่างไม่ทำงาน ลองใช้วิธีเปิดสวิตช์กุญแจไปตำแหน่ง ON หรือติดเครื่องยนต์ แล้วปลดล็อกกระจกหน้าต่าง (ชุดควบคุมด้านผู้ขับขี่) จากนั้นให้มาที่ประตูของหน้าต่างที่ไม่ทำงาน แล้วทุบ หรือเคาะบริเวณประตูโดยใช้แรงพอสมควร ระวังเรื่องการบุบของประตูหรือแผงประตูด้วย พร้อมกับการกดสวิตช์การทำงานของกระจกหน้าต่างไปพร้อมๆ กัน ถ้ามีการทำงานแล้วให้ทำการกดสวิตช์การทำงานของกระจกขึ้นลงอีก 2-3 รอบ แต่ถ้าหากไม่มีการทำงาน ให้นำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อแก้ไขต่อไป
ที่มา http://phithan-toyota.com

Read More...


ไส้กรองอากาศรถยนต์


     ไส้กรองอากาศนั้นว่าเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญอย่างหนึ่งในรถยนต์ ที่รักของเรา หน้าที่ของไส้กรองอากาศก็เปรียบได้เหมือนกับขนจมูกของมนุษย์ อย่างเราๆ ไส้กรองอากาศ มีหน้าที่ในการ กรองฝุ่นละอองจากอากาศ เพื่อจะนำเอาอากาศบริสุทธิ์ ไปใช้ผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ที่เราเรียกกันว่า"ไอดี") สำหรับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์


     หน้าที่หลักๆของไส้กรองอากาศ คือ กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปะปนมากับอากาศไม่ให้ไหลเข้าไปในเครื่องยนต์ ถ้าไม่มีกรองเพื่อจำกัดสิ่งที่ไม่ดีต่อเครื่องยนต์เราเหล่านี้ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอและเสียหาย  ไส้กรองอากาศยังป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟย้อยกลับ ถ้าไม่ใส่ใส้กรองอากาศ มีโอกาสทำให้เกิดไฟไหม้ในห้องเครื่องยนต์สูงมาก และลดเสียงดังของอากาศที่ถูกดูดเข้าไปในเครื่องยนต์

ไส้กรองอากาศที่ใช้กับรถยนต์ ในปัจจุบันส่วนมากเป็นแบบกระดาษแห้ง สามารถเป่าทำความสะอาดได้ มีบางชนิดที่เป็นแบบกระดาษเคลือบน้ำมันแบบนี้เป่าไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนอย่างเดียว


      การตรวจไส้กรองอากาศต้องมีการตรวจเช็คตามระยะเวลา เพื่อให้มันมีประสิทธิภาพดีที่สุด ไส้กรองอากาศที่อุดตัน หรือมีฝุ่นผงติดอยู่มาก สิ่งเหล่านี้จะไปอุด ปิดกัน ปริมาณอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ อากาศที่เข้าเครื่องยนต์ได้น้อยลง จะทำให้ส่วนผสมหนาเกินไป เร่งเครื่องยนต์ไม่ค่อยขึ้น รอบขึ้นช้า ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้มลพิษของไอเสียเพิ่มขึ้น ไอเสียมีควันสีดำ และถ้ามีฝุ่นผงเข้าไปในเครื่องยนต์ จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศเป็นประจำ

ขั้นตอนในถอดไส้กรองอากาศ เริ่มจากการปลดคลิปล็อคทั้งหมด ยกฝาครอบด้วยความระวังและดึงไส้กรองอากาศออก ควรระวังสายไปเซ็นเซอร์ต่างๆด้วย  ตรวจดูผิวด้านล่างของไส้กรอง (ด้านที่รับฝุ่น) ถ้าพบว่าสกปรกมาก ควรเปลี่ยนใหม่ ก่อนใส่ไส้กรอง ต้องทำความสะอาดบริเวณตัวเรือนทั้งด้านในและด้านนอก โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำ แล้วเช็ด ห้าม!! ใช้ลมเป่าเด็ดขาดเพราะจะทำให้ผงฝุ่นอาจหลุดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้

credit by :  http://auto.sanook.com/5686/ไส้กรองอากาศรถยนต์/

Read More...


ปัญหาของระบบเบรกจุดสำคัญที่คุณต้องรู้




เบรกตื้อ  เป็นอาการที่เวลาเหยียบเบรก แล้วรู้สึกว่า เบรกมันไม่ค่อยอยู่ เบรกแข็งๆ ต้องออกแรงเหยียบเบรกมากๆ อาการเบรกตื้อ เกิดมาจากหลายสาเหตุ เช่น แรงดูดสุญญากาศของหม้อลมน้อย เพราะปั้มตูดไดชาร์จเสีย หรือผ้าในหม้อลมรั่ว วาล์ว PVC หรือ Combo Vale เสีย สายลมรั่ว


เบรกต่ำ เวลาเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่า แป้นเบรกจมลงต่ำกว่าปรกติ เหยียบค้างไว้เบรกค่อยๆจมลงๆ เป็นอาการของเบรกต่ำ ส่วนมากเกิดมาจาก ลูกยางแม่ปั้มเบรกบน มีอาการสึกหรอ หรือบวม ทำให้แรงดันเบรกลดลง ต้องออกแรงเบรกมากขึ้น หรือต้องเหยียบเบรกซ้ำๆกัน หลายๆครั้ง

เบรกติด อาการเหมือนรถมีอาการเบรกทำงานอยู่ตลอดเวลา รถจะตื้อ เบรกร้อนมีกลิ่นเหม็นไหม้ เบรกปัดซ้าย-ขวา รถวิ่ง ไม่ออก จอดแล้วเข็นรถไม่ได้ เป็นอาการของเบรกติด ส่วนมากเกิดจาก การลูกยางกันฝุ่นของแม่ปั้มเบรกเสีย ทำให้มีน้ำซึมเข้าไปในกระบอกเบรก จนเกิดสนิมติดขัด ลูกสูบเบรกไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าออกได้
การแก้ไข เปลี่ยนชุดซ่อมแม่ปั้มเบรกล่าง ถอดมาขัดสนิมออก ทั้งแม่ปั้ม และกระบอกเบรก หรือถ้ามีสนิมมากจนเกิดตามด จะทำให้น้ำมันเบรกรั่วซึมได้ ต้องเปลี่ยนลูกสูบเบรก หรือแม่ปั้มทั้งชุด
   
เบรกแตก คืออาการ เหยียบเบรกแล้ว แป้นเบรกที่ขาเบรกจม จนแป้นเบรกกระทบกับพื้นรถ หรือนิ่มหยุ่นๆก่อนแล้วจมลงติดพื้น เมื่อเหยียบเบรกแล้วรถยังคงวิ่งที่ความเร็วเท่าเดิม เหมือนไม่มีเบรก

สาเหตุ
1. เกิดจากรั่วของน้ำมันเบรก เช่นสายอ่อนเบรกแตก ท่อแป๊ปเบรกแตก หรือน้ำมันเบรกรั่วซึมมาเป็นเวลานาน ลูกยางแม่ปั้มเบรก และแม่ปั้มเบรกเก่า เสียหายจนน้ำมันเบรกรั่วไหลออกจนหมด
2. ผ้าเบรกหมด จนหลุดออก เป็นไปได้บ่อยครั้งที่ เวลาที่ผ้าเบรกหมดนานๆ และยังปล่อยไว้ไม่ได้รับการเปลี่ยน ผ้าเบรกจะบางมากจนหลุดออกจากฝักก้ามปูเบรก จะทำให้ลูกสูบเบรกหลุด เบรกจะแตกทันที
3. ส่วนประกอบในระบบเกิดการหลุดหลวม เกิดได้หลายสาเหตุ เช่นสากแป้นเบรก (ที่ตั้งได้ไขไม่แน่นหลุดเกลียว หรือไม่ได้ใส่สลักล็อค) น็อตยึดขาเบรกหลุด ฝักเบรก หรือคาริบเปอร์เบรกยึดไม่แน่น และส่วนประกอบต่างๆในระบบเบรกประกอบไม่แน่นหลุดออก
4. สายอ่อนเบรกแตก สายอ่อนที่เก่ามากๆ จะเกิดอาการบวม เวลาปกติก็ดูดี แต่พอเหยียบเบรกกลับ พองตัวเหมือนลูกโป่ง พวกนี้อันตรายมาก เวลาเหยียบเบรกเบาๆแรงดันน้ำมันเบรกต่ำก็รู้สึกดี แต่พอเวลาคับขัน เหยียบเบรกกะทันหันอย่างแรง สายอ่อนเบรกก็เกิดการรับแรงดันไม่ไหวแตกออก และการติดตั้งสายอ่อนเบรกไม่ดี เสียดสีกับล้อ และยาง หรือเสียดสีกับระบบช่วงล่างของรถ
   

เบรกหมด  คืออาการ เบรกแล้วเกิดเสียงดัง เหมือนเหล็กสีกับเหล็ก เบรกลื่นๆ
เป็น อาการของเวลาที่ผ้าเบรกหมด ผ้าเบรกบางรุ่นจะมีส่วนที่เป็นตุ่มโลหะมาแตะกับจานเบรกเพื่อให้เกิดเสียงดัง เป็นอาการส่งสัญญาณเตือน หรือติดตั้ง สวิทซ์ไฟโชว์ไว้ที่แผงหน้าปัด ต้องรีบเปลี่ยนโดยทันที เพราะจะทำให้ผ้าเบรกสีกับจนเบรกเสียหาย จนต้อเปลี่ยนจานเบรกใหม่ เสียเงินเพิ่มอีก

เบรกสั่น คืออาการที่เหยียบแล้ว แป้นเบรกเกิดอากาสั่นขึ้นๆลงๆ รู้สึกได้ด้วยเท้า รถที่เบรกสั่นมากๆจะรู้สึกสั่นถึงพวงมาลัย หรือเวลาเหยียบเบรก เกิดอาการสั่นสะท้านไปทั้งคัน
สาเหตุเกิดจาก จานเบรกเกิดการคดบิดตัว เพราะการใช้งานที่รุนแรงกินไป การลุยน้ำ (จานเบรกที่ร้อนจัด เวลาเจอน้ำมักจะบิดตัวได้ง่าย) ลูกปืนล้อหลวม น็อตล้อหลวม ผ้าเบรกสึกหรอไม่เท่ากัน อาการนี้เกิดได้ทั้งระบบดิสเบรก และดรัมเบรก

เบรกเสียงดัง อาการ มีเสียงดังที่เกิดขึ้นในขณะเบรก ส่วนมากเกิดมาจาก ผ้าเบรก และจานเบรก เช่นผ้าเบรกหมด จนเหล็กผ้าสีกับจาน จานเบรกเป็นรอยมากๆเนื่องจากฝุ่น และหินที่หลุดเข้าไปเสียดสี ต้องเจียรจานเบรกใหม่ แต่ถ้าผ้าเบรกก็ใหม่ จานเบรกก็เรียบดี เสียงที่ดังมักเกิดจาก เสียงของผ้าเบรกเอง ผ้าเบรกที่ผลิตไม่ได้มาตราฐาน อัดขึ้นรูปผิดพลาด จะเกิดรอยร้าว เป็นช่องว่างให้อากาศเข้าได้จะเกิดเสียงดัง แล้วอย่าหวังเลยครับว่าใช้ไปเรื่อยๆ แล้วเสียงจะหายเอง ถือว่าน้อยมาก การเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดครับ

เบรกเฟด คืออาการเบรกลื่นๆ เบรกไม่อยู่ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง หรือติดต่อกันหลายๆครั้ง หรือใช้เบรกแบบหักโหม อาการนี้เกิดขึ้นเช่น เวลาที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงมากๆ พอแตะเบรกครั้งแรกก็เบรกอยู่ดี พอแตะเบรกอีกหลายๆทีกลับเกินอาการลื่นเหมือนยังไม่เหยียบเบรกเลย ถือว่าน่ากลัวมาก

สาเหตุเกิด จาก ความร้อนของจานเบรกที่สูงเกินไป จานเบรกที่ใช้งานหนักอาจจะเกิดความร้อนสูงกว่า 1,000 องศา จานเบรกอาจเกิดการไหม้แดง เหมือนเหล็กถูกเผาไฟ และเกิดการขยายตัวมาก การระบายความร้อนของจานเบรกไม่ดี ผ้าเบรกที่มีคุณสมบัติในการทนความร้อนต่ำ จะเกิดการลุกไหม้เสียหาย ไม่สามารถจับจานเบรกให้อยู่ได้ รวมถึงน้ำมันเบรกที่คุณสมบัติในการทนความร้อนต่ำ จะทำให้น้ำมันเบรกเดือด เกิดการขยายตัวเป็นฟองอากาศ ทำให้แรงดันไฮโดลิคลดต่ำลง อาการเบรกเฟดนี้ ถือเป็นของนักซิ่ง ที่ชอบใช้เบรกแบบรุนแรง เบรกบ่อยๆติดต่อกัน และ รถที่ขับด้วย ความเร็วสูง   


การดูแลรักษาระบบเบรก และข้อควรระวัง

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก แม้ว่าจะไม่มีการรั่วหรือลดระดับลงอย่างใดก็ตาม น้ำมันเบรกควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะน้ำมันเบรกมีส่วนประกอบมาจากน้ำมันแร่ จึงมีการรวมตัวกับไอน้ำได้ง่าย ทำให้ระบบเบรกเกิดสนิม ความร้อนที่สูงเกินไปทำให้เกิดฟองอากาศในท่อน้ำมัน ฝุ่นผงที่สึกหรอของลูกยางเบรกจะเสียดสี กับแม่ปั้มเบรก ทำให้กระบอกเบรกเสียหายเร็วขึ้น น้ำมันเบรกต้องเลือกใช้ให้ตรงกับมารตราฐานที่ผู้ผลิตกำหนด เช่น DOT3 จะไม่สามารถนำน้ำมันเบรก DOT อื่นผสม หรือนำน้ำมันอื่นๆเติมแทน เพราะจะทำให้ลูกยางเบรกบวมได้ การเช็คระยะห่างผ้าเบรก ในระบบดรั้มเบรก ระยะห่างระหว่างผ้า และจานเบรกที่มากขึ้น จะสังเกตได้จากการเหยียบเบรกจะต่ำลง และการดึงเบรกมือที่สูงขึ้น ระดับน้ำมันเบรกลดต่ำลง ควรต้องทำการถอดจานเบรกมาทำความสะอาด เป่าฝุ่นทิ้ง และตั้งระยะผ้าเบรกให้ชิดขึ้น การตั้งจะใช้ไขควงเขี่ยเฟืองตั้งให้หมุนตามฟันตั้ง ด้านหลังจานเบรก ใส่ล้อไขให้แน่นแล้วหมุนสังเกตถ้าล้อเริ่มหมุนฝืดขึ้น ถือว่าใช้ได้ ทำทั้ง 2 ล้อ หรือสังเกตจากเสียงแกรกๆ เวลาดึงเบรกมือควรจะอยู่ที่ 5 – 7 แกรก

การตรวจสอบผ้าเบรก ผ้าเบรกเป็นส่วนที่สึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น เพราะมีการเสียสีทั้งจานเบรก และฝุ่นต่างๆ ควรถอดเช็คเป็นประจำ สังเกตเปรียบเทียบกับผ้าเบรกของใหม่แกะกล่อง จะมีความหนาเป็น 100 % ผ้าเบรกที่ใช้แล้วความหนาจะลดลงเรื่อยๆ ในจุดที่ต่ำกว่า 40 – 30 % นั้นถือว่าไม่ปลอดภัย เพราะผ้าเบรกในช่วงที่เหลือน้อย การสึกหรอจะรวดเร็วกว่าหลายเท่าตัว จนถึงระดับบางมาก เนื้อผ้าเบรกอาจหลุดร่อนได้อย่างกะทันหัน เป็นผลให้แผ่นเหล็กสีกับจานเบรกจนเสียหาย เสียเงินเพิ่ม หรือถ้าผ้าเบรกหลุดออกจากฝักเบรก ลูกสูบปั้มเบรก และน้ำมันเบรกจะหลุดออก ที่เรียกกันว่าเบรกแตกนั้นเองการเปลี่ยนจานเบรก และการเจียรจานเบรก การใช้ผ้าเบรกที่มีโลหะผสมอยู่มาก ฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรกหมด จะทำให้จานเบรกเป็นรอย การขับรถลุยน้ำขณะที่จานเบรกร้อน จะทำให้จานเบรกคด หรือบิดตัว ต้องทำการเจียรจาน ด้วยเครื่องมือเจียรจานเบรก ทำได้ 2 วิธี การถอดจานเบรกมาเจียรด้วยเครื่องเจียรจาน แบบนี้ต้องใช้ค่าแรงสูงและอาจต้องมีการเปลี่ยนจารบีลูกปืนล้อใหม่ เสี่ยงต่อเศษฝุ่นผงเหล็กปะปนกับการประกอบจานเบรกคืน และการใช้เครื่องเจียรจานแบบประชิดล้อ แบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาถอดจานเบรก และลูกปืนล้อ แต่ความเที่ยงตรงไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพดุมล้อ และลูกปืนล้อ ว่าหลวมหรือคดหรือไม่ การเจียรจะทำให้จานเบรกบางลง จานเบรกที่บางจะทำให้เกิดการแตกร้าว และคดได้ง่าย ควรเปลี่ยนจานเบรกใหม่ถือเป็นการดีที่สุดการทำความสะอาดจานเบรก ถ้ามีจารบี หรือสิ่งแปดเปื้อน ติดอยู่ที่จานเบรก ควรใช้น้ำยาล้างจานเบรกโดยเฉพาะ ไม่ควรใช้น้ำมันอื่นๆมาทำความสะอาด หรือถ้าไมมีจริงๆ ควรใช้ทินเนอร์ 100% หรือ แอลกอลฮอลบริสุทธิเท่านั้นการตรวจสอบสายอ่อนเบรก ควรตรวจสอบเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามีอาการบวม บิดคดเสียรูป ปลอกหุ้มภายนอกฉีกขาด หรือมีการเสียดสี ควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะอาจจะเกิดการแตกได้ง่ายๆ

การล้างและเปลี่ยนชุดซ่อมเบรก เบรกที่ได้รับการใช้งานอยู่เป็นประจำ ควรได้รับการเปลี่ยนชุดซ่อม จำพวกลูกยางแม่ปั้มเบรก ลูกยางลูกสูบเบรก และยางกันฝุ่น อย่างน้อย 2 – 4 ปีครั้ง หรือถ้ามีมีการลุยน้ำ ต้องรีบตรวจเช็คทันที เพระลูกยางกันฝุ่นที่เก่าหมดสภาพ จะไม่สามารถกันน้ำและฝุ่นได้ น้ำที่ซึมผ่านเข้าไปในกระบอกเบรก และแม่ปั้มเบรก จะทำลายลูกสูบเบรกให้เกิดสนิม เป็นตามด ในกระบอกเบรก ทำให้เกิดอาการเบรกติด หรือน้ำมันเบรกรั่วซึม

credit by :  http://auto.sanook.com/5694/ปัญหาของระบบเบรกจุดสำคัญที่คุณต้องรู้/

Read More...


ดูแลรักษาสีรถให้สดสวย


     >> เวลาได้รถใหม่เรามักจะทุ่มทุนมากเป็นพิเศษในการรถ เพื่อให้สดสวยสดใสอยู่ตลอดเวลา >> เมื่อมีรถคันแรกแล้ว ก็ต้องรู้จักดูแลรักษา รวมถึงรู้จักเลือกของตกแต่งให้มันคุ้มเงิน และควรรู้ว่าอะไรควรเปลี่ยนหรืออะไรไม่ควรเปลี่ยน อะไรเลือกแบบประหยัดได้ หรืออะไรไม่ควรเขียม เพื่อให้รถของคุณสวยงามและมีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด
นอกเหนือจากการตกแต่งรถยนต์แล้วการดูแลรักษารถยนต์ก็เป็นเรื่องที่เจ้า ของรถให้ความสำคัญ วันนี้เราจะคุยเรื่องของการดูแลรักษาสีรถ ให้มีความสดสวยและสดใสอยู่เสมอ
การดูแลสีรถไม่ได้หมายความแค่การล้างทำความสะอาด ลงแว็กซ์ หรือเคลือบเงา มันมีความละเอียดอ่อนและมีกรรมวิธีมากกว่านั้น เรื่องราวของการดูแลรักษาสีรถนั้นมีมากมายจริงๆ เมื่อรับรถมาแล้วส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเรื่องของการเคลือบสีตัวรถ บ้างก็ได้แพ็คเกจแถมมาในเรื่องของการขัดเคลือบสี ลองมาทำความเข้าใจกับคำว่าดูแลรักษาสีรถกันก่อนนะครับ

ขัดเคลือบสี
เรามักได้ยินคำนี้กันบ่อยๆ และเข้าใจว่าคือขั้นตอนเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วนั้นแยกจากกันเป็นสองขั้นตอน คือ ‘ขัดสี’ กับ ‘เคลือบสี’
     ทำไมต้อง ‘ขัดสี’ เมื่อรถใช้งานไปนานๆ จะมีริ้วรอยขนแมวเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการล้างและเช็ดด้วยผ้าที่ไม่สะอาด หรืออมฝุ่น รถสีเข้ม เช่น สีดำ น้ำเงิน ส้ม หรือสีสดๆ จะเห็นรอยขนแมวชัดเจน รวมถึงเกิดจากคราบยางไม้ ขี้แมลง ทำให้การเช็ดล้างกลายเป็นบ่อเกิดของรอยขนแมว ดังนั้นจึงต้องมีการขัดสีเพื่อลบรอยขนแมวออกก่อน
     การขัดสีก็คือขัดผิวหน้าของสีหรือแล็คเกอร์ออกไป เพื่อให้สีเรียบเนียนและก่อให้เกิดความเงางาม การขัดผิวหน้าของสีหรือแล็คเกอร์ออกไปนั้นทำให้ชั้นสีที่เคลือบอยู่บางลง เหมือนเวลาที่เราขัดหน้าด้วยผงขัดละเอียดๆ แม้หน้าจะกระจ่างใสขึ้น แต่หลังจากทำแล้วจะรู้สึกแสบๆ ผิวหน้า นั่นเป็นเพราะผิวหนังถูกขัดออกไปนั่นเอง
     เมื่อขัดสีเสร็จเรียบร้อยถึงจะต่อด้วยขั้นตอน ‘เคลือบสี’ เพื่อให้ผิวที่ถูกขัดออกไปแล้วมีความเงางามยิ่งขึ้น และเป็นตัวเคลือบเพื่อคอยปกป้องชั้นสีที่ถูกขัดออกไปให้มีความแข็งแรงทนทาน ต่อรอยขีดข่วนมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรขัดสีบ่อยในรถเก่าที่ใช้งานมาหลายปี เมื่อขัดและเคลือบสีแล้ว ต้องคอยไปเคลือบสีซ้ำตามระยะเวลาของผู้ผลิตน้ำยาเคลือบกำหนด เพื่อให้ผิวที่ขัดแล้วมีอายุการใช้งานยาวนานนั่นเอง


ขัดหยาบ ขัดละเอียด
     การขัดสีนั้นจะแบ่งเป็นสองลักษณะขึ้นอยู่กับสารเคมีหรือยาขัด โดยปกติแล้วจะมีน้ำยาแบบ ‘ขัดหยาบ’ กับน้ำยาแบบ ‘ขัดละเอียด’ กรณีที่ผิวของแล็คเกอร์เป็นรอยลึก ต้องใช้น้ำยาแบบขัดหยาบก่อนเพื่อให้ผิวของแล็คเกอร์บางลง จากนั้นตามด้วยน้ำยาขัดละเอียดเพื่อที่จะให้ผิวที่ถูกขัดชั้นแรกเรียบเนียน ขึ้น จากนั้นจึงจะตามด้วยน้ำยาเคลือบและชักเงา
     การขัดเคลือบสีก็เหมือนกับงานไม้ การจะลงแล็คเกอร์บนเนื้อไม้ให้ขึ้นเงาเรียบเนียนนั้น ต้องใช้กระดาษทรายหยาบลงผิวเพื่อเก็บเสี้ยนไม้ชิ้นใหญ่ๆ ก่อน เมื่อผิวเรียบดีเสมอกันแล้วจะลงด้วยกระดาษทรายละเอียด เพื่อให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้นก่อนจะลงแล็คเกอร์เคลือบเนื้อไม้เป็นขั้นตอน ต่อไป ซึ่งไม่ต่างจากการขัดสีเลย ดังนั้นเจ้าของรถจึงไม่ควรขัดสีตัวรถบ่อย เพราะจะทำให้ชั้นแล็คเกอร์หรือเนื้อสีบางลง แต่การเคลือบสีนั้นสามารถทำได้บ่อยครั้ง
     น้ำยาขัดละเอียดมีหลายลักษณะ แบบชนิดที่ไม่กัดสีหรือแล็คเกอร์นั้นก็มี ส่วนมากเรามักคุ้นเคยกับคำว่า ‘ขัดขี้ไคล’ นั่นก็คือคราบสกปรกที่เกาะติดแน่นจนการล้างธรรมดาไม่ออกนั่นเอง เมื่อใช้งานไปสักระยะต้องมีการขัดขี้ไคลเพื่อคืนความสดใสของสี
โปรแกรมการเคลือบดูแลรักษาสีรถยนต์ ปัจจุบันมีมากมายหลายยี่ห้อหลายลักษณะ แต่เมื่อขายเป็นแพ็คเกจมีราคาตั้งแต่ 3,000-4,000 บาทขึ้นไป จนถึงระดับหลักหมื่น อันนี้ต้องเลือกตามความเหมาะสมของเงินในกระเป๋า

GLASS COATING
     ถ้าคุณมีเงินระดับหลักหมื่นลองดูเทคโนโลยีต่อไปนี้ที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะช่วยให้เกิดความเงางามยาวนานและช่วยลดเวลาในการเข้าไปใช้บริการได้มาก นั่นก็คือการเคลือบผิวแบบ Glass Coating หรือภาษาติดปากก็คือการเคลือบแก้ว
ปัจจุบันเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับคนที่รักความเงางามคือการเคลือบแก้ว เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สีมีความเงางามและดูฉ่ำขึ้นมาก จากสีดำก็จะเป็นดำขลับเงางาม สีน้ำเงินก็จะเป็นน้ำเงินสดยิ่งขึ้น
     ข้อดีอีกอย่างคือการเคลือบจะทำให้ผิวของสีมีความแข็งขึ้น ทนต่อรอยการขีดข่วนและการเป็นขนแมวได้ดี คราบยางไม้ ขี้แมลง หรือคราบสกปรกอื่นๆ เกาะติดได้ยาก การทำความสะอาดก็ง่าย แต่มีราคาค่อนข้างสูง ปัจจุบันราคาการเคลือบลดลงไปมากจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน
ในรถขนาดอีโค คาร์ และซับคอมแพ็คท์เดี๋ยวนี้มีแพ็คเกจตั้งแต่ไม่ถึงหมื่นจนถึง 20,000 บาท ถามว่าคุ้มไหมเมื่อเทียบกับการซื้อแพ็คเกจขัดเคลือบสี ที่ต้องคอยไปทำทุกเดือน บอกได้เลยว่าคุ้มค่ากว่ามาก
     การเคลือบแก้วจะทำให้คุณเอาเวลาที่ต้องไปรอขัดเคลือบสีไปทำอย่างอื่นได้ อีกเยอะ เพราะการเคลือบแบบนี้จะเว้นช่วงเวลาค่อนข้างนานกว่าจะไปเติมทรีตเมนต์อีก ครั้ง และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเยอะ ถ้าคุณชอบความเงางามและดูแลรักษาง่าย การเคลือบแก้วเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและควรจะเริ่มทำทันทีเมื่อออกจากโชว์ รูม
     ขั้นตอนก็คือการใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติเด่นหลายๆ ด้านผนวกเข้าด้วยกัน เช่น การยึดเกาะกับผิวสีเดิมอย่างแน่นหนา และคุณสมบัติความแข็งแบบผิวกระจกนั่นจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนได้ยากขึ้น มีความเงางามมากเป็นพิเศษ รวมถึงคุณสมบัติเรื่องของความลื่นของผิวสัมผัสทำให้ฝุ่นหรือคราบต่างๆ เกาะติดยาก ทำให้ล้างทำความสะอาดได้ง่ายกว่า


     สาเหตุที่ทำให้สีรถหมองไม่เงางามคือแสง UV ดังนั้นสารเคมีที่ผสมลงไปจะต้องมีคุณสมบัติของการป้องกันและสะท้อนแสง UV ได้ด้วย เมื่อผิวหน้าของสีแข็งและเป็นมันเงา ความชื้นก็ยากจะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อสี ซึ่งเป็นอีกตัวการหนึ่งที่ทำให้สีเสื่อมสภาพและหมองคล้ำ
กรณีที่คิดจะใส่ชุดสปอยเลอร์รอบคัน การเลือกวัสดุอาจส่งผลในเรื่องความเรียบเนียนและความเงางามของชิ้นส่วนด้วย เพราะสปอยเลอร์ก็ต้องพ่นสีเดียวกับตัวรถ ในเรื่องของการเลือกชุดสปอยเลอร์นั้นต้องบอกว่ามีความสำคัญมาก โดยหลักๆ แล้วชุดแต่งเหล่านี้จะแบ่งเป็น 3 แหล่งที่มาใหญ่ๆ คือ ชุดแต่งจากโรงงาน ชุดแต่งจากสำนักแต่งมาตรฐาน และชุดแต่งทำมือจากร้านแต่งทั่วไป
     ชุดแต่งจากโรงงานกับสำนักแต่งมาตรฐาน ส่วนมากจะมีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะของจากสำนักแต่งมาตรฐานยี่ห้อดังๆ จะมีราคาค่อนข้างแพง แต่วัสดุที่ใช้ทั้งสองกลุ่มนี้มักจะเป็นวัสดุพวกพลาสติก ABS หรือพลาสติกแบบ PP รวมถึงไฟเบอร์แบบฉีดขึ้นรูปจากแม่พิมพ์ ชุดแต่งจากทั้งสองแหล่งนี้จะมีความเรียบเนียนของผิว และแนบสนิทกับตัวถังรถเป็นอย่างดี ชิ้นงานเมื่อทำสีก็จะมีความเงางามเช่นเดียวกับผิวของตัวรถ
     ส่วนสปอยเลอร์จากร้านทั่วๆ ไปที่ออกแบบเองหรือก๊อบเขามาส่วนใหญ่จะเป็นงานไฟเบอร์ที่ขึ้นรูปด้วยมือ ดังนั้นชิ้นงานที่ออกมาจะไม่ค่อยมีความเรียบเนียน และเมื่อทำสีแล้วจะไม่ค่อยมีความมันวาวอย่างที่ควรจะเป็น หรือใช้ไปไม่นานก็จะเริ่มซีดและด้านมากขึ้น ดังนั้นการเลือกสปอยเลอร์ควรจะเลือกวัสดุที่เป็นพลาสติกหรือไฟเบอร์แบบฉีด ขึ้นรูป เพราะในการใช้งานนั้นมันยืดหยุ่นและให้ตัวได้
การทำสีสปอยเลอร์ในรถใหม่ ต้องใช้กรรมวิธีเดียวกับทำสีตัวรถ ถ้าจะให้ดีต้องพ่นด้วยระบบ 2K สีจะได้เงางามและทนทานเหมือนกับกันชนหน้าและหลังที่ออกมาจากโรงงาน
     การทำสีอีกวิธีหนึ่งคือการพ่นแล้วเคลือบด้วยแล็คเกอร์แบบเก่า การทำสีแบบนี้จะถูกแม้ว่าจะมีความสดสวยเหมือนกับตัวถังรถ แต่มันก็คงความสดสวยได้ไม่นานนักผ่านไป 1-2 ปีก็จะเห็นความแตกต่างชัดเจน โดยเฉพาะรถสีขาว บรอนซ์ น้ำเงิน แดง และรถสีเมทัลลิกทั้งหลาย ดังนั้นถ้าคิดจะใส่สปอยเลอร์ต้องเลือกที่มีคุณภาพ การทำสีก็ต้องยอมทำสีแพงหน่อยเพื่อให้ระยะยาวสีสดสวยไม่ผิดเพี้ยน

ผ้าคลุมรถ
     ไม่ว่าจะผืนหลักร้อยผืนละสามพันหรือแพงกว่านั้น ไม่ควรคลุมแล้วจอดกลางแจ้งเพราะไอร้อนที่เกิดขึ้นใต้ผ้าคลุมรถนั้นสะสมสูง มาก สูงชนิดที่ว่าอาจจะทำให้ผ้าหรือสารเคมีที่เคลือบอยู่ เช่นผ้าคลุมกันน้ำ ละลายติดกับสีรถได้เลย กรณีแบบนี้เจอกันบ่อยครั้ง การใช้ผ้าคลุมรถควรใช้ในที่ร่มเท่านั้นแล้วควรเลือกผ้าคลุมที่มีคุณภาพระบาย ความร้อนและความชื้นได้ดี
การจอดรถกลางแจ้ง
     จะทำให้แสง UV ทำลายสีรถโดยตรง กรณีไม่มีโรงรถหรือหลังคาที่กันน้ำกันแดดได้ดี ควรติดกันสาดที่กรอบกระจกทุกบาน กันสาดนี้จะช่วยกันฝนไม่ให้เข้าไปในห้องโดยสารเมื่อเราเปิดแง้มกระจกไว้
การแง้มกระจกไว้สักหนึ่งนิ้วจะช่วยให้การระบายไอร้อนในรถทำได้ดีขึ้น ลดอุณหภูมิในห้องโดยสารได้มาก เมื่อในห้องโดยสารระบายความร้อนได้ดี สามารถช่วยให้หลังคารถอุณหภูมิไม่สะสมสูงนัก สีหลังคาก็จะไม่โดนทำร้ายมากนัก
กรณีต้องจอดรถใต้ต้นไม้ ถ้าเป็นไม้พุ่มทึบที่สามารถสร้างร่มเงาได้ดี สามารถเอาผ้าคลุมรถมาใช้เพื่อป้องกันยางไม้และขี้แมลงได้
     กรณีมีที่จอดประจำแต่ไม่มีหลังคาให้ร่มเงา หลังคาโรงรถแบบพับได้หรือเต็นท์ราคา 3,000-4,000 บาท ก็ช่วยได้ เพียงแต่เจ้าของสถานที่ยินยอม กรณีที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้ร่มเงาได้ การเคลือบแก้วหรือการเคลือบสีเป็นประจำสามารถช่วยให้สีทนต่อแดดได้มากขึ้น


ทำอย่างไรเมื่อรถโดนปูนซีเมนต์ สี ยางมะตอย หรือวัสดุก่อสร้าง
     เมื่อขับรถผ่านสถานที่ก่อสร้างโดยเฉพาะการสร้างถนน เราหลีกเลี่ยงได้ยากถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่มาติดรถเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นน้ำปูนซีเมนต์ สี หรือแม้แต่ยางมะตอย เมื่อผ่านจุดนั้นมาควรหาคาร์แคร์เพื่อทำการล้างทำความสะอาดโดดเร็ว
เพราะการทำความสะอาดก่อนที่สิ่งเหล่านั้นจะแข็งตัว จะทำความสะอาดได้ง่ายไม่ทำให้สีเสียหาย ควรหาคาร์แคร์ที่มีมาตรฐาน เพราะจะมีน้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่ตรงกับความต้องการ เช่น ขจัดคราบปูนซีเมนต์ สี ยางมะตอย ฯลฯ
     ถ้าไม่ทราบว่าเป็นอะไรและสิ่งที่เกาะแน่นเหล่านั้นดูท่าว่าจะไม่สามารถ เอาออกได้ง่ายๆ ควรทำใจและเปลี่ยนไปอู่สีแทน เพราะบางครั้งคาร์แคร์คิดค่าบริการแพงมาก เช่น บังโคลนหลังอย่างเดียว 2,000 บาท บวก-ลบนิดหน่อย และไม่แน่ใจด้วยว่าจะทำให้สีเงางามเหมือนเดิมหรือไม่ กรณีแบบนี้ไปหาอู่สีทำสีใหม่ทั้งชิ้นอาจจะใช้เงินราว 3,000 บาทเศษ แต่สีออกมาเงางามเหมือนเดิม เป็นการเพิ่มเงินอีกนิดแต่ได้ความคุ้มค่ามากกว่า ไม่อย่างนั้นต้องเสียเงินสองครั้งคือไปคาร์แคร์แล้วก็ต้องย้อนมาอู่สีเหมือน เดิม
Wrap ตัวถัง
     เพื่อเปลี่ยนสีหรือติดสติ๊กเกอร์เคฟลาร์ก็ตามที การ Wrap ตัวถังด้วยสติ๊กเกอร์สี สวยงามในเวลาสั้นๆ และเป็นการลงทุนที่แพง ระยะยาวเมื่อลอกสติ๊กเกอร์ออกมาแล้วมักจะพบรอยคัตเตอร์รอยขูดขีด หรือแม้แต่สีลอกออกมาเป็นแผ่นๆ
     รวมถึงการติดสติ๊กเกอร์ผิดไปจากสีที่จดทะเบียนไว้ก็ผิดกฎหมายด้วย ถ้าอยากเปลี่ยนสีเพิ่มเงินอีก 30-50 เปอร์เซ็นต์ แล้วเข้าอู่ทำสี
จะเป็นการดีกว่า ได้สีที่เงางาม และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า และสิ่งสำคัญเมื่อเปลี่ยนสีแล้วต้องรีบไปแจ้งเปลี่ยนสีเพื่อป้องกันปัญหาภาย หลัง
การติดสติ๊กเกอร์ฝากระโปรง หลังคา ก็ต้องดูด้วยว่าไม่ให้พื้นที่ของสีเกินกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ของตัวรถ ถ้าเกินต้องไปแจ้งเปลี่ยนสี ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเรียกโดนใบสั่งอยู่บ่อยๆ


เคลือบภายในห้องโดยสาร
     สำหรับรถที่เป็นเบาะผ้า ยิ่งเป็นเบาะสีอ่อนด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้การดูแลรักษาเป็นอย่างมาก เบาะผ้าเมื่อออกรถมาใหม่ควรเข้าไปพ่นน้ำยากันน้ำและปกป้องเนื้อผ้า น้ำยาเคมีที่ฉีดพ่นลงไปนั้นจะช่วยให้เบาะผ้าไม่เป็นรอยด่างหรือเป็นดวง เพราะจะทำให้น้ำซึมเข้าเนื้อผ้าได้ยากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เบาะนั่งดำหรือเป็นคราบไคลติดแน่น
ส่วนเบาะหนัง ถ้าเป็นโทนสีอ่อนก็ต้องเคลือบน้ำยาเช่นกัน เบาะนั่งสีอ่อนหรือโทนสีเบจนั้นแค่ช่วงเวลาไม่กี่เดือน ก็จะเห็นชัดเจนว่าเป็นคราบดำด่าง น้ำยาที่เคลือบจะช่วยไม่ให้เบาะหนังเสื่อมสภาพเร็ว และป้องกันไม่ให้เลอะง่าย
     นอกจากการดูแลรักษาด้วยการใช้บริการจากคาร์แคร์แล้ว ควรหลีกเลี่ยงผ้ายีนส์สีเข้มๆ ยิ่งซื้อมาใหม่ๆ ยิ่งต้องระวัง เพราะสีย้อมที่ติดมากับผ้ามันจะไปทำให้เบาะนั่ง ไม่ว่าจะเป็นเบาะผ้าหรือหนังสกปรก พูดง่ายๆ ก็คือสีจากผ้าตกใส่เบาะนั่นเอง ถ้าเป็นเบาะผ้ายิ่งทำความสะอาดหรือฟอกให้เหมือนเดิมได้ยาก
ต้องสวยทั้งภายนอกและภายใน
     การดูแลภายในห้องโดยสาร อีกทางหนึ่งนอกเหนือจากการทำความสะอาดแล้ว ถ้าหลีกเลี่ยงการจอดกลางแจ้งไม่ได้ควรติดกันสาด เพื่อแง้มกระจกให้การระบายความร้อนออกไปทำได้ดี การปล่อยให้ห้องโดยสารมีความร้อนสูงจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติกเสื่อมสภาพเร็ว ชิ้นส่วนบริเวณคอนโซลหรือแผงประตูจะมีเสียงดังออดแอดเวลารถวิ่ง และบางชิ้นก็กรอบแตกก่อนเวลาอันสมควร
อีกทางคือการเลือกฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสามารถสะท้อนแสง UV และสะท้อนความร้อนได้ดี ลงทุนแพงหน่อยแต่ใช้งานได้ยาวนานรวมถึงยืดอายุชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารด้วย พวกน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ควรหลีกเลี่ยง ยิ่งห้องโดยสารร้อนมากเท่าไหร่ สารเคมีที่ฟุ้งกระจายในรถ อาจเป็นตัวการทำให้คอยล์เย็นอุดตันเร็วหรือชิ้นส่วนบางอย่าง เช่น ฟิล์มกรองแสงเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
ห้องเครื่อง
     นอกเหนือจากการดูแลรักษาสีรถ และภายในห้องโดยสารด้วยแล้ว ห้องเครื่องเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องดูแลทำความสะอาด แต่ห้องเครื่องเพียงจุดเดียวที่อยากบอกว่า แค่ให้พอสะอาดไม่ต้องถึงกับเอี่ยมอ่อง เพราะการทำความสะอาดห้องเครื่องไม่เหมือนกับการทำความสะอาดส่วนอื่นๆ ของตัวรถ เพราะเครื่องยนต์ประกอบด้วยโลหะหลายชนิด แถมมีชิ้นส่วนพลาสติก ยาง ฯลฯ มากมาย ห้องเครื่องทำความสะอาดแค่ใช้ลมเป่าฝุ่นออก หรือใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดก็พอ ไม่ควรพ่นน้ำยาเคลือบใดๆ ทั้งสิ้น
     การล้างห้องเครื่องเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงแต่ไม่ใช่ว่าไม่ล้างเลย อย่างมากล้างปีละครั้งหลังหมดหน้าฝน หรือล้างหลังจากซ่อมเครื่องมาก็ได้
การล้างห้องเครื่องนั้นคุณต้องมีเวลาว่างพอ และร้านที่จะทำต้องมีความรับผิดชอบพอ การล้างห้องเครื่องที่ถูกต้องนั้น
1. ต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นเสียก่อน เย็นขนาดที่ว่าเอามือจับท่อไอเสียได้นั่นแหละ
2. ต้องไม่ใช้น้ำแรงดันสูงฉีดล้างโดยเด็ดขาด การล้างที่ถูกต้องคือใช้น้ำยาทำความสะอาดห้องเครื่องฉีดพ่นจะเป็นแบบสเปรย์ กระป๋อง ใช้ฟ็อกกี้ หรือใช้กาพ่นสีพ่นก็ได้ จากนั้นใช้แปรงไนล่อนขัดความความสะอาด
น้ำยาบางตัวจะระบุเลยว่าให้ใช้น้ำใส่ฟ็อกกี้หรือกาพ่นสี พ่นทำความสะอาดซ้ำ แล้วใช้ลมเป่าให้แห้ง ใช้ผ้าเช็ดเพิ่มเติม แค่นี้พอแล้วสำหรับห้องเครื่องยนต์
     ทำไมต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นก่อนและไม่ควรใช้น้ำแรงดันสูงฉีด นั่นเพราะว่าชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นฝาสูบ เสื้อสูบ เกียร์ ท่อไอเสีย และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เมื่อเครื่องทำงาน ความร้อนจากเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่กระจายไปยังส่วนต่างๆ โลหะต่างชนิดกัน เมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัวไม่เท่ากัน ถ้าล้างห้องเครื่องขณะเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ จะทำให้โลหะเกิดการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว การเย็นตัวเพราะโดนน้ำเย็นปริมาณมากๆ ทำให้ชิ้นส่วนหดตัวอย่างรวดเร็ว โลหะต่างชนิดกันหดตัวต่างกันมีโอกาสทำให้เสื้อสูบ ฝาสูบ ท่อไอเสีย แตกร้าวได้ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอยล์ ฯลฯ ก็อาจลัดวงจรได้ง่าย และการใช้น้ำแรงดันสูงอาจจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติก ยาง เสียหายได้ด้วย
การดูแลรักษารถยนต์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้วก็เลือกพิจารณาให้ถี่ถ้วนเหมาะสม ถือว่าเป็นการใช้งานอย่างคุ้มค่าอีกทางหนึ่งด้วย

สนับสนุนเนื้อหา : gmlive

credit by :  http://auto.sanook.com/5701/ดูแลรักษาสีรถให้สดสวย/

Read More...


ใส่ใจสักนิดกับเรื่องสลับยางรถยนต์


           จะว่าไปแล้วยางรถยนต์ก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ถือว่าสำคัญมากที่ควรเอาใจใส่และดูแลมันเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะการ เป็นสิ่งที่จะยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของรถยนต์ เราสามารถเลือกที่จะสลับยางรถยนต์ด้วยตนเองได้

Read More...


อาการของรถต้องรีบเข้าอู่ !


     อาการผิดปกติของรถที่ ควรรีบเช็กและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนจะเกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ เครื่องยนต์ ถ้าร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูง, เย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก, มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์


Read More...


ขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย


     เข้าหน้าฝนกันแล้วฝนตกกระหน่ำแทบทุกวัน อีกเรื่องหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือ การตรวจเช็ก รถที่ รักของเรา ให้พร้อมรับหน้าฝน เพื่อความปลอดภัย ในการขับขี่ช่วงหน้าฝน ลองมาดูกันนะครับว่าในหน้าฝนอย่างนี้ เราจะเตรียมความพร้อมอย่างไรให้ปลอดภัยถึงที่หมายแบบหายห่วง

      หากฝนตกหนัก ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน ในกรณีที่ฝนตกหนัก ไม่สมควรที่จะเปิดไฟฉุกเฉิน เนื่องจากไฟฉุกเฉินมีไว้เพื่อกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และจะทำให้แยกไม่ออกหากมีรถที่ได้รับอุบัติเหตุ เปิดไฟฉุกเฉินและจอดที่ข้างทาง รวมทั้งจะไม่สามารถให้สัญญาณเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน ทำให้ เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากการที่รถที่ตามมาด้านหลัง คาดเดาทิศทางของรถไม่ได้

     ตรวจสภาพยางให้พร้อม หมั่นตรวจสภาพยางก่อนใช้งานเสมอ และแน่ใจว่าคุณได้ทำตามขั้นตอนในการบำรุงรักษาดังต่อไปนี้ เติมลมยางให้เหมาะสม ตามข้อแนะนำของบริษัทผลิตรถยนต์ ซึ่งส่วนมากจะมีสติกเกอร์ข้อมูลแนะนำความดันลมยางปิดไว้บริเวณ ขอบประตูรถ และอยู่ในคู่มือประจำรถ ขนาดความดันลมยางที่อยู่บนแก้มยางเป็นตัวเลขที่บอกความสามารถในการรับแรงดัน สูงสุดของยางเส้นนั้นๆ ไม่ได้เป็นแรงดันลมที่เหมาะสมในการใช้งาน คุณควรตรวจแรงดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้งตรวจความลึกดอกยาง ความลึกเหมาะสมของดอกยางที่เหลือ อยู่เป็นตัวป้องกันการลื่นไถล หรือการเหินน้ำ

     ขับให้ช้าลง เมื่อฝนตก สิ่งสกปรกและน้ำมัน บนถนนจะรวมตัวกันทำให้ถนนลื่นทำให้รถเกิดการไถลได้ ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงการลื่นไถล คือ การขับขี่ให้ช้าลง การขับขี่ที่ช้าลงทำให้ดอกยางสามารถสัมผัสถนนได้มากขึ้น ทำให้การเกาะถนนดีขึ้น

เรียนรู้ไว้ว่าต้องทำอย่างไร เมื่อเกิดการลื่นไถล ขึ้น การลื่นไถลเกิดขึ้นได้เสมอ จำไว้ว่าอย่าเหยียบเบรกอย่างรุนแรงเมื่อเกิดการลื่นไถล อย่าย้ำเบรกซ้ำๆ ถ้ารถของคุณมีระบบป้องกันล้อล็อกจากการเบรก (ABS) สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดการลื่นไถลคือ เหยียบเบรกอย่างมั่นคง ที่ระดับความหนักที่สม่ำเสมอ และควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในทิศทางที่รถไถลไป

ทิ้ง ระยะห่างจากรถคันหน้า ควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร เนื่องจากในสภาวะอากาศ ที่ไม่ปกติอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา การทิ้งระยะห่างจากคันหน้าจะสามารถทำให้เราเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ ไม่คาดคิดได้เสมอ

     เตรียมการสำหรับการเดินทาง การขับขี่บนถนนเปียกต้องการการควบคุมอย่างนุ่มนวลไม่กระแทกกระทั้น ในการบังคับเลี้ยว การเร่ง และ การเบรก เมื่อคุณใน วันฝนตก รองเท้าอาจจะเปียกและลื่นออกจากแป้นคันเร่ง หรือเบรกได้ง่าย ให้เช็ดพื้นรองเท้ากับพรมรองพื้นในรถก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ ผู้ขับรถทุกคนควรตรวจไฟหน้ารถ ไฟท้าย ไฟเบรก และ ไฟเลี้ยวว่าสามารถ ทำงานได้ตามปกติ เมื่อถนนเปียกระยะเบรกจะเพิ่มเป็น 3 เท่า จากถนนแห้ง ดังนั้นในการขับขี่จะต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้าให้มากขึ้น

เรียนรู้ ว่าจะหลีกเลี่ยงและรับ มือกับการเหินน้ำได้อย่างไร การเหินน้ำเกิดขึ้นเมื่อปริมาณน้ำที่อยู่ที่หน้ายางรวมตัวกันมากกว่าปริมาณ น้ำที่ยางสามารถไล่ออกไปได้ แรงดันของน้ำทำให้ยางยกตัวสูงขึ้นจากพื้นถนน และไถลอยู่บนฟิล์มบางๆ ของน้ำที่อยู่ระหว่างยางกับถนน ดังนั้นการเจอแอ่งน้ำตามถนนอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ควรเตรียมพร้อมโดยการขับขี่ทั้งสองมือและประคองพวงมาลัยให้มั่นคงเมื่อคาด เดาว่าจะเจอแอ่งน้ำ เพราะการเหินน้ำจะทำให้รถสะบัดและอาจจะเปลี่ยนทิศทาง ได้ง่าย

     ถ้าฝนตกหนักมากให้หยุดรถ กรณีฝนตกหนักมากๆ ใบปัดน้ำฝนจะไม่สามารถปัดน้ำออกได้ทัน ถ้าฝนตกหนักจนมองทางไม่ชัดหรือมองรถคันอื่นไม่ชัดในระยะห่างที่ปลอดภัย ให้จอดรถในบริเวณที่ปลอดภัย จนกระทั่งฝนซา หรือ หยุด กรณีที่ต้องจอดบนไหล่ทาง ให้จอดรถห่างจากถนนให้มากที่สุด และเปิดไฟฉุกเฉินไว้ด้วย เพื่อเตือนให้รถที่วิ่งมารู้ว่ามีรถจอดอยู่ ฝนที่ตกในช่วงแรก ถนนจะลื่นที่สุด ทำให้ การขับขี่ยากที่สุดเพราะโคลน และน้ำมันที่อยู่บนพื้นผิวจะรวมตัวกับน้ำฝน กลายเป็นชั้นผิวลื่นๆ บนพื้นถนน ดังนั้นคุณต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างมากในช่วงที่ฝนตก

credit by :  http://auto.sanook.com/5744/ขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย/

Read More...


วิธีขัดคราบเหลือง ขุ่นมัว ล้างโคมไฟหน้าด้วยตัวเอง


ใครกำลังมีปัญหาโคมไฟหน้ารถขุ่นมัวหรือหมอง ไฟไม่สว่างพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบ้านรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้โคมไฟหน้าส่วนมากเป็นพลาสติกไม่ใช่แก้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ เจอแดดเจอฝน มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดคราบขุ่นมัว ไม่สดใสทำให้รถดู เก่า หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย


Read More...


วิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ

     หากคุณมีเหตุจำเป็นให้ต้องจอดรถทิ้งไว้นานเป็นเดือน เช่น ไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรือบางบ้านมีรถหลายคัน บางคันจอดไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้งาน ถ้าไม่เอาไปประกาศขายเป็นรถมือสอง มาดูกันดีกว่าว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร


1. ล้างรถให้สะอาด เพื่อไม่ให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกเกาะอยู่ที่สีรถนานเกินไปจนยากที่จะล้างออก ดูดฝุ่นภายในรถและถอดซักพรมปูพื้นได้ด้วยยิ่งดี

2. จอดรถไว้ในที่ร่ม กันแดดกันฝนได้ และหาผ้าคลุมรถไว้ ไม่ควรจอดใกล้สถานที่ชื้นแฉะหรือใกล้ถังขยะเพราะอาจมีโอกาสที่หนูเข้ามา อาศัยหรือทำรังใต้กระโปรงรถ

3. เติมลมยางให้แข็งกว่าปกติ การจอดรถทิ้งไว้นานๆ น้ำหนักที่กดทับอาจทำให้ยางเสียรูป ควรเติมลมยางให้มากกว่าปกติเพื่อให้มีลมมากพอที่จะรักษารูปทรงของโครงสร้าง ยางให้เป็นปกติได้มากที่สุด

4. ถอดแบตเตอรี่ออก เพื่อไม่ให้แบตหมด เนื่องจากรถยนต์จะยังคงดึงไฟจากแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลาแม้จะไม่ได้สตาร์ท เครื่อง (ควรศึกษาข้อมูลก่อนถอดแบตเตอรี่ออก)

5. เช็คระดับของเหลวในเครื่องยนต์ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำในหม้อน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ให้เกิดสนิม

6. หาคนมาสตาร์ทเครื่องให้สัปดาห์ละครั้ง (ถ้าเป็นไปได้) สตาร์ท เครื่องทิ้งไว้ 10-15 นาที หรือติดเครื่องเดินเบาสลับเหยียบคันเร่ง และเดินหน้าถอยหลังเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสระหว่างยางกับพื้นถนน กรณีนี้ไม่ต้องถอดแบตออก

สิ่งที่ต้องตรวจเช็คก่อนจะนำรถกลับมาใช้อีก


1. แบตเตอรี่ หากสตาร์ทติดได้ดี หรือสตาร์ททีเดียวติดก็แสดงว่าแบตเตอรี่ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ถ้าเป็นรถเก่าหรือมีปัญหาไฟรั่วอาจจะมีปัญหาสตาร์ทไม่ติด อาจต้องเข็นสตาร์ทหรือพ่วงแบตสตาร์ท

2. ระดับของเหลว ก่อนใช้รถควรเปิดฝากระโปรงเพื่อตรวจ เช็คน้ำในหม้อน้ำ ระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก ว่าอยู่ในระดับปกติ มีการรั่วซึมหรือไม่ ถ้ามีรอยรั่วซึมควรเข้าศูนย์ไปตรวจเช็ค

3. ยาง ลมยางที่เพิ่มไว้อาจมีพร่องลงไปบ้างเล็กน้อย ปกติยางถ้าไม่ได้ใช้เฉลี่ยเดือนนึงอาจลดลงราว 1-2 ปอนด์

4. ระบบไฟ ทดลองเปิดไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรกทำงานปกติไหม

5. ยางปัดน้ำฝน ความร้อนที่สะสมอาจทำให้ยางเสื่อมสภาพหรือเสียรูปทรง ฉะนั้น หากพบว่าใบปัดเสื่อมสภาพ แตกร้าว กวาดน้ำได้ไม่เกลี้ยงเหมือนเดิม ก็คงต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว
เห็นไหมว่าไม่ยากเลย สละเวลาดูแลเมื่อต้องจอดทิ้งไว้สักหน่อยและอย่าลืมตรวจเช็คสภาพรถก่อนกลับมา ขับกันด้วย ใครมีไอเดียอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนี้ก็เอามาแชร์กันได้นะ

credit by :  http://auto.sanook.com/5850/วิธีดูแลรถเมื่อต้องจอดทิ้งไว้นานๆ/

Read More...


อ่านก่อนตัดสินใจ ติด"แก๊ส"ใน รถมือสอง

รถมือสองกับแก๊ส

          คนส่วนใหญ่ที่ครอบครองรถมือสอง คือไม่พร้อมที่จะออกรถใหม่ป้ายแดงในรุ่นนั้นๆ นั่นหมายถึงต้องควบคุมประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษารถมือสองด้วย ดังนั้น วันนี้ผมขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับการประหยัดค่าใช้จ่าย พลังงานอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือ แก๊ส นั่นเอง

          ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนว่า...รถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรอง รับแก๊ส เป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ ดังนั้น ผลกระทบย่อมมีตามมาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสึกหรอเครื่องยนต์ ระบบการทำงานของเครื่องยนต์ ทั้งนี้ ทั้งนั้น ยังรวมไปถึงความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรักอีกด้วย เพราะแก๊สเป็นวัตถุที่ไวไฟกว่าน้ำมัน ถ้าคิดจะติดตั้งแก๊ส ลองอ่านบทความนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

          1. เลือกระบบ ก่อนที่จะเริ่มไปหาร้านชองหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบแก๊สที่สนใจ แล้วลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียดูของแต่ละระบบ รวมถึงชนิดก๊าซด้วย  เช่นระบบฟิกมิกเซอร์ มีข้อดีกว่าตรงที่ง่ายต่อการติดตั้งมีราคาถูก เป็นต้น หรือระบบหัวฉีดที่มีความแม่นยำในการสั่งจ่ายพลังงานมากกว่า เป็นต้น

          2. ช่างใจก่อนลงมือ หลายคนเจอแรงยุในการเลือกพลังงานทางเลือกทั้งๆที่รถยนต์หลายๆรุ่นมีความ สามารถในการใช้พลังงานทางเลือกแบบอื่นที่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างเช่น หันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นต้น ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสม ก่อนตัดสินใจไปลงมือติดแก๊ส เพราะต้องยอมรับว่านาทีทีติดแก๊สแล้วจะไม่สามารถหวนกลับได้ สำหรับรถใหม่ หมายถึงประกันเครื่องยนต์ของคุณจะถูกเพิกถอนทันที ลองคิดดุดีๆช่างใจ แล้วดึงความสามารถของรถออกมาใช้ก่อนก็ย่อมได้

          3. เลือกร้านที่น่าไว้ใจ การติดแก๊สไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้นอ่าทำเป็นเล่นในเรื่องนี้เด็ดขาด การเลือกร้ายที่จะติดแก๊สถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรมองหาร้านที่มีช่างที่สามารถวางใจได้ มีมาตรฐานในการบริการ ไม่ใช่ร้านที่เพียงเน้นการติดตั้งราคาถูกเท่านั้น ทางที่ดีหากร้านมีการรับประกันคุณภาพหลังจากการติดตั้งก็ยิ่งดี ที่สำคัญทำเลของร้านก็มีส่วนในการเลือกด้วย ควรเลือกร้านที่สะดวกต่อการเดินทางไปดูแลรักษาในกรณีที่ระบบเกิดขัดข้องหรือ มีปัญหาด้วย

          4. อย่างกเงิน พูดตรงๆ คนติดแก๊สคือคนที่อยากจะเซฟเงินในกระเป๋าแต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าความขี้ ตืดอาจจะนำมาซึ่งหายนะได้อย่างหลายกรณีรถไฟไหมที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง หลายหน การเลือกอุปกรณ์ที่ดีเป้นสิ่งสำคัญ บางยี่ห้อให้การรับประกันในความเสียกายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ช่วยให้สบายใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บางทีเลือกแก๊สที่มีคุณภาพสูงก็ช่วยได้พอสมควรในเรื่องความปลอดภัย

          5. บำรุงเครื่องยนต์ จริงๆแล้วไม่มีใครมักพูดถึงเครื่องยนต์ที่ติดแก๊สว่าจะมีสภาพอย่างไร หลายคนเลี่ยงประเด็นนี้ เพราะทุกคนที่ใช้แก๊สล้วนทราบกันดีว่ามีโอกาสที่กลไกจะเสื่อสภาพเร็วกว่า ปกติ เนื่องจากค่าความร้อนของการจุดระเบิดแก๊สที่มากกว่าการจุดระเบิดด้วยน้ำมัน นั่นเอง
          ดังนั้นหลังติดแก๊สแล้วลองหมั่นตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์เป็นประจำด้วย และควรทำเป็นประจำทุกเดือนอาจจะมองตอนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ได้ โดยเฉพาะสีน้ำมันเครื่องยนต์ และทางที่ดีควรมองหาน้ำมันเครื่องแบบพิเศษเฉาะรถติดแก๊สถ้าเป็นไปได้

          6. อย่าลืมขึ้นทะเบียน หลายคนมักลืมว่าเมื่อติดแก๊สแล้ว เรายังจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่ง เพื่อสำแดงว่ารถยนต์เราเป็นรถติดแก๊สด้วยในคู่มือ ซึ่งตามหลักหลังติดตั้งเสร็จแล้วจะต้องนำไปให้วิศวกรตรวจพร้อมเซ็นใบรับรอง การติดตั้งในชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆด้วย หากไม่ผ่านต้องรีบกลับไปแก้แล้วหลังจากนั้นไปจดทะเบียนเสียเพื่อป้องกันจ่า จับ

          7. ตรวจระบบแก๊สบ้าง หลายคนมักติดแก๊สแล้ว ละเลยแบบไม่สนใจว่ามันจะเป้นอย่างไร แต่ทางที่ดีหากพบอาการผิดปกติเช่นมีกลิ่นแก๊สเข้าห้องโดยสารหรือ ระบบไม่ทำงานหรือมีการทำงานที่ผิดพลาด ห้ามวางใจรับนำไปเข้าร้านที่ติดตั้งโดยทันที  และแม้ในกรณีระบบปกติ ทุกๆ 1 ปี ควรเข้าไปตรวจเช็คบ้างเสียเวลาเล็กน้อยแต่ให้ความมั่นใจได้มากขึ้น

          จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น่าจะช่วยให้เพื่อนๆมั่นใจได้มากขึ้นสำหรับใครที่ กำลังจะหาทางออกนำรถยนต์ไปติดตั้งระบบแก๊ส และแม้จากทั้ง 7 ขั้นที่เราบอกจะฟังดูยุ่งยากแต่ถ้าศึกษาอย่างถ่องแท้จะพบว่า มันไม่ยากอย่างที่คิดเลย

<<=== ขอขอบคุณที่มาของความรู้ : http://streetuseinfo.com ===>>

Read More...


รถมือสอง ผลกระทบ รถคันแรก

รถมือสอง
         

          ตลาดรถยนต์มือสองล้น ผลพวงรถคันแรก เต็นท์รถมือสอง แข่งเดือด! อัดโปรโมชั่น "ดาวน์ต่ำ-ผ่อนนาน"หวังระบายรถในสต็อกนายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบนซ์ เอ็น.เค. ออโต อิมพอร์ต จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์มือสองช่วงที่ผ่านมา ว่าได้รับผลกระทบจากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของภาครัฐทำให้จำนวนรถมือสองเข้ามาในตลาดมากขึ้น และยอดขายทำได้ช้าลง ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคหันไปซื้อรถยนต์โครงการรถคันแรก โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2555 ที่ผ่านมา

          มาถึงปัจจุบันผู้จองรถยนต์ในโครงการดังกล่าวบางราย ไม่สามารถผ่อนชะระค่างวด และบางส่วนก็มีการคืนใบจอง ทำให้มีปริมาณรถยนต์มือสองเพิ่มเข้ามาในตลาดรถยนต์มือสองมากขึ้น แต่ถือว่ายังไม่มากนัก โดยเฉพาะรถยนต์ในเซกเม้นท์ขนาดเล็ก รวมถึงกลุ่มอีโคคาร์ ขณะที่ตลาดรถยนต์มือสองส่วนใหญ่ ยังคงเป็นรถยนต์ระดับกลางหรือกลุ่มรถซีดาน ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่ ทำให้ตลาดไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

          ขณะที่ตลาดรถยนต์หรูมือสอง ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เพราะเป็นคนละกลุ่มลูกค้า ส่วนกรณีการตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเต็นท์รถหรูมือสองที่นำเข้ามาอย่างถูก กฎหมาย เพราะลูกค้าหันมาซื้อรถยนต์นำเข้ามาอย่างถูกต้อง และสามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกกฎหมาย

          "ที่ผ่านมาผู้บริโภคในตลาดรถยนต์หรูแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่เอาราคาเป็นที่ตั้ง และกลุ่มที่ซื้อเพื่อความมั่นใจ ทำให้ช่วงที่ผ่านมา กลุ่มที่เอาราคาเป็นที่ตั้งหันมาซื้อรถยนต์ที่นำเข้า และจดทะเบียนอย่างถูกกฎหมายมากขึ้น"

          ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสอง มีการปรับตัวตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงินและไฟแนนซ์ จัดแคมเปญกระตุ้นกำลังซื้อ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นดาวน์ต่ำเริ่มต้นที่ 10-15% หรือผ่อนนานสูงสุด 6-7 ปี การลดราคารถยนต์ รวมถึงการคัดเลือกรถยนต์ที่มีคุณภาพ เพื่อต้องการระบายรถยนต์ในสต็อกที่มีอยู่ให้เร็วที่สุด เพราะหากไม่รีบระบายจะทำให้รถยนต์ที่มีอยู่ตกรุ่น ซึ่งทำให้ราคาขายต่ำลงไปอีก

          "ภาพรวมบริษัทช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา มียอดขายรถยนต์ทั้งนำเข้าและมือสองได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งลูกค้ารถยนต์นำเข้าและรถยนต์มือสอง โดยมีสัดส่วนยอดขาย 60% มาจากรถยนต์นำเข้า และ 40% เป็นรถยนต์มือสอง ซึ่งเป็นไปตามสต็อกรถยนต์ทั้งปี 120 คัน เทียบและยังตั้งเป้ายอดขายสิ้นปีนี้ ว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้กับปีก่อนที่มียอดขาย 700 คัน"

ที่มา:http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20130703/515078/รถคันแรกพ่นพิษ-ตลาดรถมือสองสะเทือน.html

Read More...





ปรับปรุง
รายการบทความทั้งหมด



การบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น



ร้านค้าเคลื่อนที่ ใช้ รถบรรทุกขนาดเล็กมาดัดแปลง



รวมบทความอาชีพ เสริม หลากไอเดียวิธีหารายได้เสริม



รวมบทความงานฝีมือ-สิ่งประดิษฐ์ รายได้เสริม



ทองม้วน thong muan ; rolled wafer






ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking
เพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา
จึงเพิ่มระยะเวลาการเปิดเป็น 7 วันต่อสัปดาห์และเปิดให้บริการตั้งแต่ 08:00 – 17:00 น
การนัดหมาย ทำได้หลายวิธี เลือกวิธีใด วิธีหนื่ง
1.โทรศัพท์เพื่อทำการนัดหมาย : 035880-777-81 ,035922-900-4
2.line เพื่อทำการนัดหมาย ID Line : fordayutthaya
3.ผ่านระบบออนไลท์ Ford Ayutthaya Online booking : คลิ้กที่นี้

ศูนย์บริการฟอร์ด พลปิยะอยุธยา ยินดีบริการตรวจเช็ครถฟอร์ดทุกรุ่นจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ
189 หมู่ 5 ต. บ้านกรด อ. บางปะอิน จ. พระนครศรีอยุธยา 13160


แนะนำสินค้าใหม่

f2860c27e794a8ab974509f10c43b165.jpg


Page-1 Page-2 Page-3


ติดต่อมสอบถามรายละเอียดรถยนต์ฟอร์ดและอะไหล่ฟอร์ดทุกรุ่นผ่านระบบออนไลท์
- Contact : http://bit.ly/2vn9tdT
- Line : https://line.me/ti/g2/CBLBTBKCRE
- My Shop : http://bit.ly/2NX81rl
- Blog : http://bit.ly/2GhrdMG
- Market Online : http://bit.ly/2Kqe2en
- Facebook Fanpage : http://bit.ly/2NUxC44

รายละเอียดรถฟอร์ดและอื่น ๆ ...
https://sites.google.com/view/ranger-ford/
https://sites.google.com/view/raptor-ford/
https://sites.google.com/view/everest-ford/
https://sites.google.com/view/service-appointment/
https://sites.google.com/view/maintenance-costs/




























































เลือกช่องทางติดต่อและรับข่าวสารบริการหลังการขาย
ฟอร์ด พลปิยะอยุธยาและฟอร์ด พลปิยะวังน้อย

--------------------------------------------------------------------------------------------

Facebook Fanpage Ford Ayutthaya

Ford Ayutthaya Online Market

สอบถามรายละเอียดรถฟอร์ด - อะไหล่ฟอร์ด

 
...
วิธีบำรุงรักษารถยนต์,แนะนำการดูแลรถยนต์ป้ายแดงและรถมือสองให้ถูกวิธี,autopart,parts accessories,car accessories,auto accessories,parts category บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.