ลงโฆษณาฟรี,โฆษณาฟรี,ลงประกาศฟรี,ประกาศฟรี,ลงโฆษณา,ลงประกาศ,เว็บลงโฆษณาฟรี,เว็บโฆษณาฟรี! ...ที่นี้

1.แจกรายชื่อกลุ่ม Facebook Group จำนวน70 กลุ่ม ลงประกาศฟรี ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศขายฟรี แหล่งรวมประกาศ ซื้อขายสินค้าออนไลน์ ไม่ผ่านคนกลาง อยากจะขายสินค้า ลงประกาศขายสินค้าทั่วประเทศ กรุณางดข้อความและภาพไม่เหมาะ ลบทิ้งครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม...

2.แจก!เว็บประกาศขายสินค้าแนว เว็บบอร์ด เข้าไปใช้บริการฟรี มีสินค้าอะไร อยากโปรโมท อยากขายสินค้า แบบฟรีๆ ต้องเว็บบอร์ด smf ครับ สมัครง่าย สมัครเสร็จโพสได้เลยไม่ต้องเสียเวลา ข้อดีของเว็บบอร์ด smf
1.รองรับการทํา seo
2.บอทแรงสามารถติดหน้าหนึ่ง google ได้เร็วกว่า
3.มีหลายหมวดหมู่ให้ลงประกาศ
4.สมัครเสร็จโพสประกาศได้ทันที
รายละเอียดเพิ่มเติม...

3.Online Customer Service ข่าวเปิดสอบราชการผ่านออนไลท์
3.1.สอบงานราชการทั่วไป
3.2.สอบไม่ต้องผ่านภาค ก ก.พ.
4.3.สอบงานราชการที่ต้องผ่านภาค-ก-ก.พ.
4.4.สhttp://bit.ly/2rZloca40;ฒิ-ม-6-ปวช
รายละเอียดเพิ่มเติม...


Agoda Smarter Hotel Booking New Delhi
Drop Down MenusCSS Drop Down MenuPure CSS Dropdown Menu

น้ำมันเครื่องสำคัญแค่ไหน ??


สิ่งที่เราต้องเปลี่ยนบ่อยที่สุดในอายุการใช้งานของรถยนต์คันหนึ่ง สิ่งนั้นคือน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้ก็เพราะว่าลูกค้าที่เข้ามาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการของเรามักจะไม่แน่ใจว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรดี ส่วนใหญ่นั้นมักจะเลือกจากยี่ห้อเป็นหลัก ซึ่งทำให้น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์บางยี่ห้อที่มีคุณภาพดีๆถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะยี่ห้อของคนไทยเอง เริ่มด้วยการอธิบายหน้าที่ของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์กันก่อนนะครับ

1. หน้าที่ในการหล่อลื่น 
โดยน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบชิ้นส่วนโลหะในเครื่องยนต์ในลักษณะเป็นฟิล์มเคลือบอยู่ที่ผิวโลหะ เพื่อช่วยลดการสัมผัสกันโดยตรงของชิ้นส่วนโลหะ โดยความหนาของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

2. หน้าที่ในการระบายความร้อน 
ในช่วงที่เครื่องยนต์กำลังทำงานนั้นจะเกิดความร้อนขึ้นบริเวณรอบๆฝาสูบ รอบๆกระบอกสูบ ลูกสูบ ข้อเหวี่ยงและ ชิ้นส่วนภายในต่างๆ ปั๊มน้ำมันเครื่องจะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ เมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับก็จะพาเอา ความร้อนกลับลงไปสู่อ่างน้ำมันเครื่องด้วย จึงเป็นการระบายความร้อนให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์อีกทางหนึ่ง

3. หน้าที่ในการป้องกันสนิมและการกัดกร่อน 
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดความชื้นและไอน้ำ เป็นสาเหตุให้เกิดสนิมกับชิ้นส่วนต่างๆ ขณะเดียวกัน  การเผาไหม้เชื้อเพลิงก็ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งสามารถกัดกร่อนชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ให้สึกหรอได้ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ทำให้ไอน้ำและกรดกำมะถันเจือจางลงซึ่งช่วยป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้

4. หน้าที่ในการป้องกันการรั่วของกำลังอัด 
น้ำมันเครื่องที่มีลักษณะเป็นฟิล์มจะช่วยเคลือบผนังกระบอกสูบ เพื่อทำหน้าที่ป้องกันการรั่วของกำลังอัดภายใน 
กระบอกสูบที่จะไหลผ่านระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบลงสู่ห้องแคร้งของเครื่องยนต์

5. หน้าที่ในการทำความสะอาด 
การเผาไหม้ในเครื่องยนต์จะทำให้เกิดเขม่าและผงโลหะ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดตันภายในชิ้นส่วนเครื่องยนต์ได้ 
เพราะฉะนั้นน้ำมันเครื่องมีหน้าที่ชะล้างเขม่าและป้องกันการรวมตัวกันของผงโลหะที่อาจทำให้เกิดการอุดตันได้

ความสำคัญกับการเลือกน้ำมันเครื่อง พอจะแนะวิธีการเลือกใช้น้ำมันเครื่องในเบื้องต้นดังนี้

1. เลือกจากชนิดของน้ำมันเครื่อง  คือการเลือกโดยดูจากพื้นฐานของน้ำมันเครื่องว่าเป็นชนิดไหน ซึ่งจะมีผลกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง โดยส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้ 
1.1 น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา 
1.2 น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ 
1.3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์

โดยข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดนี้ก็คือโครงสร้างของโมเลกุลในตัวน้ำมันเครื่องที่มีการยึดตัวเกาะกัน 
โดยการยึดตัวของอะตอมที่ต่างกันทำให้น้ำมันเครื่องสามารถคงความหนืดและลักษณะการเป็นฟิล์มได้นานต่างกัน  สรุปง่ายๆว่าข้อแตกต่างของน้ำมันเครื่องทั้งสามชนิดก็คือระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

โดยระยะเวลาของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้รถยนต์ของแต่ละท่าน เช่น บางท่านอาจวิ่งทางไกลอย่างเดียวซึ่งไม่ค่อยพบกับการจราจรที่ติดขัด ระยะเลขกิโลเมตรที่หน้าปัทม์ของรถท่านก็อาจตรงกับระยะทางที่ท่านวิ่งจริงๆ  ท่านสามารถเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามที่กำหนดไว้หรือมากกว่าได้ แต่ผู้ที่พบการจราจรที่ติดขัดอยู่เป็นประจำ แม้รถของท่านจะไม่ได้วิ่งแต่เครื่องยนต์ของก็ทำงานตลอดเวลา จึงควรจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่กำหนดไว้สักนิด

2. เลือกจากเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่อง คือการเลือกโดยดูจากเกรดคุณภาพที่เกิดจากการทดสอบคุณสมบัติด้านต่างๆของน้ำมันเครื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพและประสิทธิภาพเกือบทุกด้านของน้ำมันเครื่อง โดยสถาบันที่ได้รับการยอมรับจากผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกให้เป็นผู้ทดสอบคือสถาบัน API ที่ย่อมาจาก AMERICAN PETROLEUM INSTITUTE โดยAPI จะแบ่งเกรดคุณภาพเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์เบนซินซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร S 
(STATION SERVICE-SPARK IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัวอักษรไปเรื่อยๆ  คือ B, C, D, E, F, G, H,J และ Lเช่น API SG, API SJ, API SL  และ API SM  ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุดในปัจจุบัน เราสามารถดูเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่แสดงไว้บนฉลากข้างแกลลอน

กลุ่มที่ 2 คือเกรดคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งตามหลังอักษรย่อ API โดยจะใช้ตัวอักษร C (COMMERCIAL SERVICE-COMPRESSION IGNITION) นำหน้าตัวอักษรย่อ ที่บ่งบอกเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องซึ่งเริ่มจากตัวอักษร A ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพต่ำสุดจากนั้นจึงไล่ตามตัว  อักษรไปเรื่อยๆคือ B, C,D, E, F, G, Hและ I เช่น API CF, API CG-4, API CH-4และ API CI-4  (เลข 4 ที่ตามหลังหมายถึง เน้นใช้สำหรับเครื่องยนต์ 4 จังหวะ)

ตามความเป็นจริงแล้วทั้งน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลนั้น สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลได้ แต่จะมีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิดต่างกัน หากน้ำมันเครื่องชนิดไหนที่เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซิน ทางสถาบัน API จะนำเกรดคุณภาพที่เหมาะสมมา ไว้ข้างหน้าเช่น น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์เบนซินจะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API SL/CF หรือน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับเครื่องยนต์ดีเซลก็จะมีเกรดคุณภาพดังนี้ API CH-4/SJ ซึ่งหมายความว่าเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องดีเซลชนิดนี้เทียบเท่ากับเกรดคุณภาพของน้ำมันเครื่องเบนซินในเกรดคุณภาพ SJ นั่นเอง ส่วนที่แตกต่างกันของน้ำมันเครื่องทั้ง 2 เกรดคุณภาพคือ ส่วนประกอบอื่นๆของน้ำมันเครื่องเช่นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) ซึ่งเหมาะกับเครื่องยนต์ที่ต่างชนิดกัน ในปัจจุบันผมแนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพสูงสุดหรือใกล้เคียงเกรดคุณภาพสูงสุดอยู่เสมอ ถึงแม้ราคาจะแพงกว่าเกรดที่ต่ำกว่าแต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาของน้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพ ต่ำกับเกรดคุณภาพสูงสุดนั้นราคาก็ต่างกันไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง

3. เลือกจากเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่อง  ความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นเคลือบและการไหลเวียนของน้ำมันเครื่อง ซึ่งเกรดความหนืด คืออัตราการไหลของปริมาณต่อขนาดและความยาวของรู ต่อหน่วยเวลา ณ อุณหภูมิหนึ่ง เช่น น้ำมัน 60 ซี.ซี ไหลผ่านรูขนาด 12.25 มิลลิเมตร ณ อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส  ส่วนหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการวัดเกรดความหนืดก็คือสมาคมวิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE ENGINEERS) โดยเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องจะแสดงเป็นอักษรย่อ SAE แล้วตามด้วยเกรดความหนืดเป็นตัวเลข เช่น 5,10,15,30,40 และ 50 เป็นต้น โดยตัวเลขยิ่งมาก ความหนืดก็จะสูงตามไปด้วยเช่น SAE 10W-50 จะมีความหนืดมากกว่า SAE 5W-40 ซึ่งการวัดเกรดความหนืดจะแบ่งเป็นการวัดที่ 2 อุณหภูมิที่แตกต่างกัน

1. วัดที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะตามด้วยอักษร W (WINTER) เช่น 5W, 10W

2. วัดที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ซึ่งตัวเลขเกรดความหนืดจะเป็นตัวเลขอย่างเดียวเช่น 30, 40, 50 

การเลือกน้ำมันในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศร้อนให้ดูที่ตัวเลขตัวหลังสุดที่ไม่มีตัวอักษรนำหน้าอย่างเดียวก็พอ 
เพราะประเทศไทยไม่มีอุณหภูมิติดลบจึงไม่มีความจำเป็นต้องดูตัวเลขที่มีตัวอักษร W ตามหลัง

ส่วนการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้น ให้ดูจากคู่มือประจำรถยนต์ หากไม่ทราบเกรดความหนืดที่แน่นอนให้ใช้เกรดความหนืด 40 หากเครื่องยนต์มีอาการกินน้ำมันเครื่องให้เปลี่ยนเป็นเกรดความหนืด 50

ปัจจัยอื่นๆในการเลือกเกรดความหนืดของน้ำมันเครื่องก็คืออุณหภูมิของอากาศและสภาพความหลวมของชิ้นส่วน ในเครื่องยนต์ หากอากาศภายนอกเย็นหรือเครื่องยนต์เย็น น้ำมันเครื่องควรใสและไหลง่าย เพื่อหล่อลื่นและปกป้องชิ้นส่วนของเครื่องยต์ขณะสตาร์ทและใช้งาน หากเครื่องยนต์ร้อนแล้วน้ำมันเครื่องใสเกินไป ชั้นเคลือบหรือฟิล์มจะบางเกินไปและไม่สามารถปกป้องชิ้นส่วนเครื่องยนต์จากการสึกหรอได้ หากเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานมามาก  และเครื่องยนต์เริ่มหลวมก็ควรเลือกน้ำมันที่มีเกรดความหนืดมากขึ้น จากมาตรฐานที่กำหนดในคู่มือรถยนต์ สักหน่อยเช่นจาก 40 เป็น 50 เพราะชั้นเคลือบหรือฟิล์มที่หนาขึ้น สามารถเข้าไปอุดช่องว่างที่เกิดจากการ สึกหรอของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย ในส่วนนี้สามารถช่วยป้องกันกำลังอัดรั่วไหลของ เครื่องยนต์ที่เกิดจากช่องว่างระหว่างแหวนลูกสูบและกระบอกสูบได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งทำให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกด้วย ส่วนท่านที่ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้อของผู้ผลิตรถยนต์มาตลอดแล้วอยากเปลี่ยนก็สามารถทำได้ โดยเลือกน้ำมันที่มีเกรดคุณภาพและเกรดความหนืดเท่ากัน ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้แล้วครับ บางทีท่านอาจได้ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิมอีกด้วย

Credit by : http://www.auto-thailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539509776&Ntype=16

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

ใบปัดน้ำฝน สิ่งสำคัญที่ถูกมองข้าม



หน้าฝนของทุกปี ผู้ใช้รถทุกท่านคงจะมีข้อสงสัยต่างๆของใบปัดน้ำฝนของรถที่ใช้งานอยู่ว่ายังสามารถใช้งานได้ดีอยู่หรือไม่ และจะมีวิธีการดูแลใบปัดน้ำฝนกันอย่างไร เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่  เราจึงมาคุยกันถึงเรื่องของใบปัดน้ำฝน

“ใบปัดน้ำฝน” จัดเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับรถยนต์ทุกคัน เพราะทำหน้าที่ปัดน้ำ, ปัดเศษใบไม้, แมลง, เศษดินโคลน หรือแม้กระทั่งฝุ่นละอองต่างๆ ที่เกาะอยู่บนกระจกบังลมหน้าและหลัง (หรือในรถบางรุ่นมีติดตั้งที่ไฟหน้ารถด้วย) ให้หลุดออกพร้อมทำความสะอาด  เพื่อทัศนวิสัยการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา

โดยทั่วไปแล้วอายุการใช้งานตามปกติของใบปัดน้ำฝนอย่างมีประสิทธิภาพจะอยู่ที่ประมาณ 12 เดือน แต่ส่วนใหญ่ผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปจะละเลยการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนแม้ใบปัดน้ำฝนจะเสื่อมสภาพแล้วก็ตาม ซึ่งการใช้ใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพนั้นอาจจะส่งผลเสียไปถึงชิ้นส่วนอื่นๆได้ อีกเช่น กระจกหน้ารถอาจจะเป็นรอยได้  นอกจากนั้นหากใช้ใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพในช่วงที่ฝนตกหนักจะยิ่งทำให้ทัศนวิศัยในการขับขี่แย่ลง  ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

ปัจจัยที่ทำให้ใบปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพ ได้แก่ ความร้อนจากแสงแดดที่ส่องลงมาสะสมอยู่ในกระจก ซึ่งจะทำให้ใบปัดน้ำฝนที่ทำจากยาง กรอบ เสียความยืดหยุ่นและเสื่อมคุณภาพลงเรื่อยๆ  อีกสาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานเช่น กรณีที่ฝุ่นจับที่ยางปัดน้ำฝนก็จะเกิดความสึกหรอขึ้นได้ เหมือนการเอากระดาษทรายไปขัดกระจกและยางปัดน้ำฝน

สำหรับวิธีการสังเกตว่าถึงได้เวลาหรือยังที่จะต้องเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน โดยดูง่ายๆ ว่าการทำงานของใบปัดน้ำฝนนั้นปัดสะอาดหรือไม่  ลักษณะของการปัดน้ำฝนไม่สะอาดเนื่องจากการใช้ใบปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพ หรือติดตั้งผิดวิธี คือ เกิดละอองน้ำเป็นสันครึ่งวงกลมหรือแถบเส้น หลังจากที่ปัดกระจกแล้วยังมีละอองน้ำเป็นเส้นสันครึ่งวงกลม หรือเป็นม่านบนกระจกและมัว เกิดจากการใช้ยางปัดที่มีอาการแข็งจนกรอบแตก ทำให้ไม่สามารถปาดน้ำจากหน้า กระจกได้สะอาดไม่สามารถจะรีดเอาน้ำออกจากกระจกได้หมด อีกอาการคือ มีเสียงดังรบกวน ใบปัดจะมีเสียงดังเอี๊ยดๆ และมีอาการกระตุกขณะทำงานซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างใบปัดน้ำฝนกับหน้ากระจก

วิธีการดูแลใบปัดน้ำฝน  แม้ว่าใบปัดน้ำฝนจะไม่ได้ใช้งานเป็นประจำก็มีโอกาสชำรุดหรือเสื่อมสภาพได้ เช่น การจอดรถตากแดดนานๆ เป็นประจำจะทำให้ยางปัดน้ำฝนแข็งกรอบ ขาดความยืดหยุ่น เพราะยางต้องแนบกับกระจกที่รับความร้อน  กรณีเช่นนี้จึงมีหลายท่านสงสัยว่า ถ้าหลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดไม่ได้ การยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นจะดีหรือไม่  ขอบอกว่าการยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นค้างไว้ทุกวันๆ บ่อยๆ จะทำให้สปริงที่ก้านใบปัดน้ำฝนมีโอกาสเกิดอาการล้า ผลคือ แรงกดบนกระจกบังลมลดลง อาจทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมการปัดน้ำฝนลดลง ซึ่งหากเปรียบเทียบกันระหว่างราคาค่าเปลี่ยนสปริงกับใบปัดน้ำฝน แล้วค่าเปลี่ยนสปริงจะสูงกว่าราคาใบปัดน้ำฝนมากเลยทีเดียว

ดังนั้นถ้าเลือกได้ควรเลือกจอดรถในร่มน่าจะดีกว่า และหมั่นตรวจเช็คสภาพความพร้อมและทำความสะอาดยางปัดน้ำฝนด้วยตนเองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆ คือ ยกก้านปัดน้ำฝนขึ้นและใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดบิดหมาด เช็ดรูดไปตามความยาวของยางปัดน้ำฝนในทิศทางเดียว  หากพบร่องรอยการฉีกขาดหรือแข็งกรอบ ควรรีบจัดหาเปลี่ยนชุดใหม่ เพราะนอกจากจะปัดไม่สะอาดแล้ว ยังทำให้เกิดเสียงดังและสะดุดขณะปัด หรืออาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนบนกระจกได้อีกด้วย

อีกส่วนที่ต้องดูแลควบคู่ไปกับใบปัดน้ำฝน คือ ถังน้ำที่ใช้สำหรับฉีดกระจกนั้นความจริงแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้องหา น้ำยาอะไรมาผสมลงไป แต่ถ้าท่านต้องการจะ ให้กระจกสะอาดขึ้นเวลาฉีดล้างกระจกที่มีละอองน้ำมัน-เขม่าควันต่างๆ ก็ลองหามาเติมดูสักนิดก็ได้แต่ต้องระวังอยู่อย่างหนึ่งว่าน้ำยาที่เติมลงไป นั้นจะต้องไม่เป็นอันตรายกับสีของรถ และเวลาเติมจะต้องผสมกับน้ำให้เข้ากันเสียก่อนที่จะ เติมลงในถังส่วนอีกปัญหาที่พบบ่อยก็คือ เวลาที่ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหน้า แต่น้ำที่พุ่งออกมากลับไปคนละทาง หรือไม่ก็ไปฉีดโดนรถคันข้างๆบ้างหรือฉีดไม่ออกแค่ไหลเอื่อยๆอยู่ที่ปากท่อ เท่านั้นถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องตกใจเพราะท่านเพียงแค่ตั้งรูหัวฉีดเสีย ใหม่ ให้ตรงกับหน้ากระจกเท่านั้นวิธีตั้งก็ไม่ยากแค่หาเข็มหรือจะเป็นปลายไม้ แหลมๆ เสียบเข้าไปที่รูฉีดน้ำแล้วดัดไปทางที่ต้องการโดยลองฉีดน้ำดูเรื่อยๆ เท่านี้ท่านก็ จะได้ล้างกระจกหน้าได้อย่างที่ตั้งใจแล้วยังเป็นการทำความสะอาดหัวฉีดไปใน ตัวด้วยครับ

การเลือกซื้อใบปัดน้ำฝนนั้นก็มีความสำคัญ  ควรเลือกซื้อใบปัดน้ำฝนที่ผลิตจากวัสดุ และเนื้อยางที่มีคุณภาพดี จะสามารถใช้งานได้นาน ใบปัดน้ำฝนที่ดี ส่วนโครงของใบปัดน้ำฝน ควรจะทำจากวัสดุที่เป็นโลหะทั้งโครง เพื่อช่วยป้องกันการกระพือจากแรงลมในขณะใช้ความเร็วสูง และสามารถเพิ่มน้ำหนักในการรีดน้ำให้เรียบอีกด้วย นอกจากนี้ เนื้อยางของใบปัดน้ำฝนก็มีส่วนสำคัญ ควรพิจารณาเลือกซื้อใบปัดน้ำฝนที่มีเนื้อยางสูตรเฉพาะ ที่เหมาะสำหรับการใช้ในบ้านเรา ซึ่งจะมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถคงคุณภาพยางไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไป ใบปัดน้ำฝนบางชนิดอาจจะมีราคาถูก แต่อาจจะเสื่อมประสิทธิภาพเร็วภายหลังการใช้งาน  เนื่องจากผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพต่ำ (ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย แนะนำของแท้ติดรถ)

ข้อสำคัญอีกเรื่องคือ รถแต่ละรุ่นจะใช้ใบปัดน้ำฝนขนาดที่แตกต่างกัน ในการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน จึงควรจะดูขนาดที่ระบุอยู่ในคู่มือของรถรุ่นนั้นๆ หรือสามารถเทียบดูรุ่นรถที่ระบุไว้บนกล่องใบปัดน้ำฝนได้เช่นกัน ใน กรณีที่ติดใบปัดผิดขนาด ถ้าเล็กไปจะทำให้รัศมีในการปัดน้อยลง ทำให้ทัศนะวิสัยในการขับขี่ไม่ดี ถ้าใหญ่ไปใบปัดอาจจะเลยขอบกระจก ทำให้ใบปัดเสีย และอายุการใช้งานน้อยลง การเลือกซื้อยางปัดน้ำฝนที่แนบสนิทกับกระจกบังลมหน้า-หลังได้ดี มีความยืดหยุ่นและมีขนาดพอดีกับก้านปัดน้ำฝนเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

สำหรับเรื่องราวของใบปัดน้ำฝน ในเบื้องต้นนี้ก็สามารถทำให้การขับขี่รถยนต์ได้อย่างปลอดภัย และมั่นใจตลอดหน้าฝนได้ในทุกเส้นทางแล้วครับ

Credit by : http://www.auto-thailand.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539552304&Ntype=16

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

รถเสียศูนย์ คุณก็สังเกตเองได้



รถที่เสียศูนย์สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง รถยนต์ที่ได้มาตรฐานนั้น นอกเหนือจากโครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ แล้ว ทางทีมผู้ผลิตยังได้ออกแบบระบบควบคุมทิศทาง ระบบรองรับน้ำหนัก และระบบกันสะเทือน เพื่อให้รถแต่ละคันมีประสิทธิภาพ และมีสมรรถนะในการขับขี่ รวมถึงการยึดเกาะถนน และการควบคุมพวงมาลัยให้สมบูรณ์ที่สุด

สำหรับรถยนต์ที่ถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน บนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ หรือเกิดอุบัติเหตุ ไม่ก็เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้อันเนื่องจากอายุการใช้งาน ซึ่งมักจะมีผลกระทบที่ทำให้การบังคับทิศทางของรถคันนั้นไม่ตรงตามที่เรากำหนด บางครั้งอาจเกิดอาการกินซ้าย หรือกินขวา ก็เป็นได้เช่นกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "เสียศูนย์" 
 
เมื่อรถของคุณเองมีอาการเสียศูนย์ คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองดังนี้ 

-ในขณะขับขี่ทางตรง รถเกิดอาการเบนออกไปทางซ้ายหรือขวา ทำให้ผู้ขับขี่ ต้องขืนพวงมาลัยตลอดเวลา 
-ขณะที่วิ่งเข้าโค้ง รถยนต์จะเสียการทรงตัวง่ายกว่าสภาพปกติ 
-การสึกของยางผิดไปจากเดิม หรือที่เรียกว่า "ยางสึก" 
-ขณะวิ่งรอยล้อหลังจะไม่วิ่งไปทับรอยล้อหน้า 
-รัศมีวงเลี้ยวทางด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน 
-ขณะเหยียบเบรกจะเกิดอาการปัดไปด้านใดด้านหนึ่ง

อาการเหล่านี้หากไม่รุนแรง ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้ารับการเช็กที่ศูนย์บริการใกล้บ้าน เพื่อให้ช่างปรับตั้งศูนย์ล้อใหม่ แต่ถ้าหากอาการดังกล่าวอยู่ในขั้นรุนแรง ควรนำรถเข้าซ่อมทั้งระบบทันที ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนลูกหมากทั้งชุด ปรับแต่งองศาปีกนกและส่วนอื่น ๆ ให้ได้ค่าองศามาตรฐานตามเดิมที่ออกมาจาก โรงงานผลิต 
 
นอกจากนี้ควรเลือกศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน พร้อมช่างที่มีความรู้ ความชำนาญ และมีประสบการณ์สูง เพราะหากซ่อมไม่ถูกวิธี หรือใช้เครื่องดึงตัวถังที่ไม่ได้มาตรฐาน องศาหรือค่ามาตรฐานของโครงสร้างตัวถังจะเสียไป ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพ การยึดเกาะถนนด้อยลง 
 
ฉะนั้นผู้ขับขี่รถ จึงควรดูแลรักษาระบบช่วงล่าง รวมทั้งลูกหมาก คันชักคันส่ง เมื่อมีการเสื่อมสภาพ "ไม่ควรฝืนใช้งานไปเรื่อย ๆ เพราะจะก่อให้เกิดผลเสียอย่างอื่น ตามมา เช่น อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนขรุขระ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ควรใช้ความเร็วสูง ควรชะลอความเร็ว และหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหลุมขนาดใหญ่" 
 
สำหรับรถยนต์ที่ทำการดัดแปลงช่วงล่าง เช่น เปลี่ยนช็อกแอบทำให้รถต่ำลง ยกสูงใส่ยางขนาดใหญ่กว่ามาตรฐาน เพื่อให้รถมีความสวยงามโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่การปรับแต่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้รถเกิดอาการเสียศูนย์ได้ง่ายกว่าปกติมากขึ้น

ข้อมูล : 9-Series

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

รู้หรือไม่...สัญลักษณ์บนแก้มยางมีความหมายอย่างไร


จุดสีเหลืองและจุดสีแดงบนแก้มยางมีความหมายอย่างไร

โดยทั่วไปยางรถยนต์จะมีตัวเลขและตัวอักษรต่างๆ บนแก้มทั้ง 2 ด้าน ซึ่งจะบ่งบอกถึงขนาดและคุณสมบัติของยาง และนอกจากนี้ยังมีจุดสีเหลืองและสีแดงปรากฎอยู่บนแก้มยางอีกด้วย ซึ่งจุดสีดังกล่าวนี้จะมีอยู่เพียงด้านเดียวบนแก้มยาง แต่ในบางรุ่นหรือบางขนาดจะมีทั้งจุดสีเหลืองและจุดสีแดงบนยางเส้นเดียวกัน ซึ่งจุดสีเหลืองและสีแดงนั้นมีความหมายดังนี้

จุดสีเหลือง คือ บริเวณที่ยางมีน้ำหนักเบา เมื่อเทียบกับบริเวณอื่น เมื่อนำยางมาประกอบกับกระทะล้อ ควรให้วาล์วเติมลมตรงกับจุดสีเหลืองนี้ เพื่อช่วยให้น้ำหนักของยางสมดุลดีกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยให้การถ่วงล้อทำได้ง่ายยิ่งขึ้น

จุดสีแดง คือ บริเวณที่หน้ายางมีค่าความโค้งตามแนวรัศมีมากกว่าบริเวณอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นยางที่ส่งให้กับโรงงานประกอบรถยนต์ ที่ใช้ประโยชน์จากจุดแดงนี้ เนื่องจากกระทะล้อที่ส่งมาเพื่อประกอบกับยางจะมีจุดที่แสดงค่าความโค้งที่ขอบกระทะล้อด้วยเช่นกัน เมื่อประกอบให้จุดทั้ง 2 ตรงกัน จะช่วยให้ยางเส้นนั้นมีความกลมตามแนวรัศมีดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในการติดตั้งยางเข้ากับตัวรถ จุดสีเหลืองและจุดแดงจะอยู่ด้านนอกหรือด้านในไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ ทิศทางการหมุนของดอกยางเป็นสำคัญซึ่งจะมีทั้งแบบดอกยางธรรมดาและดอกยางแบบทิศทางเดียว


ตัวเลขและสัญลักษณ์บนแก้มยางมีความหมายอย่างไร
ตัวเลขและตัวอักษรต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนแก้มยางรถยนต์นั้น สามารถบ่งบอกถึงคุณสมบัติของยางได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นขนาดของ ยาง เช่น หน้ากว้าง ซีรี่ส์ ขนาดขอบกระทะล้อ และยังบ่งบอกถึงขีดจำกัด ความเร็วสูงสุด, ดัชนีในการรับน้ำหนักของยางเส้นนั้นๆ รวม ไปถึงคุณสมบัติอื่นๆ อีกด้วยซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถือว่าเป็นข้อมูลทั่วๆไป ที่ท่านเจ้าของรถควรจะทราบเพื่อที่จะได้เลือกซื้อยางในครั้ง ต่อไปได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับรถยนต์ของท่าน

สำหรับตัวเลขที่อยู่บนแก้มยางของรถเก๋ง โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้
 
195/60R14 85H
195คือความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
60คือซีรีส์ยาง
Rคือโครงสร้างยางแบบเรเดียล
14คือเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
85คือดัชนีในการรับน้ำหนักของยางต่อเส้น
Hคือขีดจำกัดความเร็วสูงสุด

สำหรับความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถกระบะ มีลักษณะดังนี้ 
195R14C 8PR
195คือความกว้างยาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
Rคือโครงสร้างยางแบบเรเดียล
14คือเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว
Cคือยางที่ใช้เพื่อการขนส่ง (มาจากคำว่า commercial)
8PRคืออัตราชั้นผ้าใบเทียบเท่า 8 ชั้น
(ในส่วนของซีรีส์ ถ้าไม่ได้ระบุ คือ ซีรีส์ 80)

ความหมายของตัวเลขและตัวอักษรบนแก้มยางรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมีลักษณะดังนี้ 
31x10.5R15
31คือเส้นผ่าศูนย์กลางยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
10.5คือความกว้างยาง มีหน่วยเป็นนิ้ว
Rคือโครงสร้างยางแบบเรเดียล
15คือเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว


ที่มา :  www.bridgestone.co.th

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

การเติมลมยางที่ถูกต้องนั้นทำได้อย่างไร


โดยปกติลมยางที่ใช้เติมยางรถยนต์ ก็คือ อากาศที่มีอยู่ทั่วๆ ไป ซึ่งมีส่วนผสมของก๊าซต่างๆ มากมายโดยเฉพาะก๊าซออกซิเจน และ ไอน้ำปะปนอยู่ เมื่อขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นระยะทางไกลๆ ยางรถยนต์จะเกิดความร้อนสะสมภายในยางสูงทำให้อากาศภายในยาง ขยายตัว ส่งผลให้ความดันลมยางเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ยางเกิดการระเบิดได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ ลมยางอ่อนกว่ามาตรฐาน ก็จะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ยางร้อนได้ง่าย ดังนั้น ในการขับขี่ทางไกล จึงควรเพิ่มความดันลมยางประมาณ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้วในทุกๆ ตำแหน่งล้อเพื่อช่วยลดการบิดตัวของยาง ทำให้เกิดความร้อนในยางน้อยลง ในขณะขับขี่หากแต่ในกรณีที่ต้อง ขับขี่ในสภาพถนนที่ขรุขระมากๆ มีก้อนหิน ลูกรัง การลดความดันลมยางลงเล็กน้อย (ในขณะที่ยางยังเย็นอยู่) จะทำให้ขับขี่ได้นุ่มนวล ขึ้น และลดการกระแทกจากพื้นผิวถนนที่ขรุขระได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาวิ่งบนถนนเรียบทั่วไปก็ควรเติมลมยางให้ได้ มาตรฐานดังเดิม

นอกจากนี้ เมื่อมีการเติมลมยางจะมีไอน้ำปะปนและลอยตัวอยู่กับอากาศภายในยางรถยนต์เมื่อมีการใช้งานไอน้ำในลมยางจะระเหยไป บางส่วนจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการบิดตัวของยาง เมื่อเราจอดรถความดันลมยางจะค่อยๆ ปรับลดลงมาสู่ระดับเดิม และลมภายใน ยางจะเย็นตัวลงไอน้ำที่ปะปนอยู่ในอากาศก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำอยู่ภายในยางรถยนต์ อาจทำให้กระทะล้อเกิดสนิมได้ซึ่งการ เปลี่ยนกระทะล้อเป็นล้ออัลลอยก็เป็นอีกวิธีที่สามารถป้องกันการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี

ลมยางทำหน้าที่อะไร

ลมยางรถยนต์นั้นมีประโยชน์มากมายถ้าหากใช้อย่างถูกต้อง ทั้งช่วยประหยัดน้ำมันช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของรถคุณ อีกทั้งยังช่วยให้ ประสิทธิภาพในการขับขี่ดีอีกด้วย จึงเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุให้น้อยลงการเติมลมยางน้อยกว่าความเหมาะสมนั้น มีผลทำให้อายุยาง ลดลงบริเวณไหล่ยางจะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น เกิดความร้อนสูงบริเวณไหล่ยางทำให้เนื้อยางไหม้ และโครงสร้างยางแยกตัวออกจาก กันส่งผลให้ยางบวมล่อนและระเบิด นอกจากนั้น อาจทำให้โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาด หรือหักได้ รวมไปถึงการสิ้นเปลืองน้ำมัน อีกด้วย

ส่วนการเติมลมยางที่มากเกินไปนั้น ก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน เพราะอาจทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่ายเนื่องจากพื้นที่การยึดเกาะถนนลดลง โครงยางระเบิดได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทก หรือถูกตำเนื่องจากโครงยางเบ่งตัวเต็มที่เกิดการยืดหยุ่นตัวได้น้อยอายุยางก็จะลดน้อยลง เนื่องจากดอกยางจะสึกบริเวณ ตอนกลางมากกว่าส่วนอื่นและทำให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง ดังนั้น เราจึงควรหันมาใส่ใจ และให้ ความสำคัญกับลมยางให้มากขึ้น โดยสามารถสอบถามข้อมูลและข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับลมยางได้จากบริษัทผู้ผลิตยางนั้นๆ

เช็คลมยางไม่ใช่เรื่องยาก
โดยปกติแล้ว ลมยางจะลดลงโดยตัวเองประมาณ 2 ถึง 3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน ดังนั้น เราจึงควรเช็คลมยาง เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และยังช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ดังนี้

เริ่มจากเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่ โดยใช้เกจ์วัดลมวัดที่วาล์วและตรวจสอบค่าความดันลมยาง จากนั้นใช้น้ำสบู่ ตรวจสอบรอยรั่วซึม เช็ควาล์วดูว่ามีความเสียหายหรือมีรอยรั่วหรือไม่ และปิดจุกวาล์วเมื่อวัดเสร็จแล้ว สุดท้าย อย่าลืมเช็คลมยางอะไหล่ด้วย เมื่อถึงคราวจำเป็นจะได้ใช้งานได้

การเติมลมยางที่ถูกต้องนั้นทำได้อย่างไร

ลมยางจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญของยางรถยนต์ เพราะถ้าไม่มีลมยาง ยางรถยนต์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งการเติมลมยาง และวิธีการดูแลลมยาง มีดังนี้

1. ตรวจเช็คลมยางเป็นประจำและปรับแต่งให้ถูกต้องตามคำแนะนำในคู่มือประจำรถอย่างน้อยเดือนละครั้ง ในขณะที่ยางยังเย็นอยู่
2. ถ้าเป็นยางใหม่ ในช่วง 3,000 กิโลเมตรแรกควรเพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ เพราะโครงยางใหม่ จะมีการขยายตัวเพื่อปรับสภาพ ทำให้ความดันลมยางลดลงจากปกติได้
3. ห้ามปล่อยลมยางออกเมื่อความดันลมยางสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากการใช้งาน เพราะเมื่อยางเย็นตัวลง ความดันลมยาง ก็จะกลับสู่สภาวะปกติเอง
4. ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว
5. ตรวจเช็คและเติมลมยางอะไหล่ทุกๆ เดือน
6. ในกรณีขับรถด้วยความเร็วสูง ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ 3 ถึง 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อลดการบิดตัวของโครงยาง

จะเห็นได้ว่าวิธีทั้งหมดนี้เป็นวิธีง่ายๆ และไม่เสียเวลามากนัก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและใช้ยางได้อย่างคุ้มค่า โปรดอย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้

หากคู่มือประจำรถหายไป ควรเติมลม ยางเท่าไหร่
อาจมีหลายท่านที่สงสัยว่าความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถยนต์ของท่านมากที่สุดนั้น ควรจะเป็นเท่าไหร่ควรจะยึดถือที่จำนวนแรงม้า หรือน้ำหนักรถเป็นเกณฑ์

คำตอบที่ถูกต้องก็คือ ให้สูบลมยางตามคู่มือรถที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์กำหนดมาแต่ถ้าไม่ทราบ หรือไม่ทราบว่าจะไปหาเกณฑ์กำหนด ได้ที่ไหนด้วยความที่เป็นรถเก่าแล้ว ให้ลองโทรศัพท์สอบถามจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ ก็ได้ อาจจะมีข้อมูลให้ทราบส่วนวิธีสุด ท้ายให้เอาลักษณะการใช้งาน และความชอบของผู้ขับรถเป็นเกณฑ์ โดยส่วนมากแล้วค่าเฉลี่ยของความดันลมยางของรถเก๋งจะอยู่ที่ ประมาณ 28-30 ปอนด์/ตารางนิ้ว และประมาณ 35-40 ปอนด์/ตารางนิ้ว สำหรับรถกระบะในสภาวะการขับขี่ทั่วไปที่ไม่บรรทุกหนักยก ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่เป็นรถเก๋งให้ลองเติมลมที่ระดับ 28 ปอนด์/ตารางนิ้ว ทั้งสี่เส้นแล้วลองใช้รถดูสังเกตดูว่ามีความนุ่มนวลระดับใด ใช้งานไปได้สักหนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็ลองเติมลมที่ระดับ 30 ปอนด์/ตารางนิ้ว ทั้งสี่เส้นแล้วสังเกตดูความแตกต่างว่ามีความแข็งกระด้าง ในการขับขี่มากขึ้นหรือไม่ หรือเวลาเบรกสามารถหยุดได้ดีหรือไม่ถ้ารู้สึกว่าแข็งกระด้างไป ก็ลองลดลมยางลงมาเหลือ 29 ปอนด์/ ตารางนิ้ว ทำอย่างนี้แล้วลองสังเกตดู ท่านก็จะได้ใช้ยางที่เติมลมเหมาะกับสภาพการใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในการตรวจเช็คและปรับแต่งลมยางนั้น ให้ทำเมื่อยางยังเย็นหรือทำในตอนเช้าก่อนใช้งานด้วยเกจ์วัดลมที่ได้มาตรฐาน อันเดียวกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าแรงดันลมยางที่ถูกต้อง

การเติมลมไนโตรเจน
ในปัจจุบันได้มีการนำก๊าซไนโตรเจนมาใช้เติมยางรถยนต์แทนอากาศที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ด้วยคุณสมบัติของก๊าซไนโตรเจนที่เป็นก๊าซที่มี ขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า และมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยาน้อยกว่าก๊าซออกซิเจน เมื่อใช้เติมเข้าไปในยางรถยนต์แทนอากาศปกติ จะมีข้อดีดังนี้

- การซึมออกของลมยางลดลง จึงไม่ต้องเติมลมยางบ่อยๆ
- ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของโครงยางและกระทะล้อ
- คงความนุ่มนวลของยางแม้วิ่งระยะทางไกล เนื่องจากการขยายตัวของก๊าซไนโตรเจนมีต่ำ
อย่างไรก็ตาม แม้การเติมลมยางด้วยก๊าซไนโตรเจนจะช่วยให้ไม่ต้องเติมลมยางบ่อยๆ แต่ขอแนะนำให้ตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในระหว่างการใช้งาน

Credit by : http://www.auto-thailand.com/AutoTrick/How-to-Care-Tire-Car-Pressure.html

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

วิธีง่ายๆในการดูแลรักษาหม้อน้ำ



คนที่ใช้รถยนต์ยุคนี้มักไม่ค่อยมีเวลา หรือถึงมีเวลาผู้ผลิตรถยนต์ก็จะผลิตรถสมัยใหม่ออกมาให้ดูแลรักษาด้วยตนเองยุ่งยากมากขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการติดตั้งระบบตรวจเตือนมาไว้ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน คนใช้รถจึงมีหน้าที่เพียงแค่อ่านมาตรวัดของระบบตรวจเตือนทั้งหลายให้แม่นยำเท่านั้น เมื่อพบว่ามีการเตือนจากระบบใดระบบหนึ่ง ก็ทำได้เพียงแค่นำรถไปพบช่างในศูนย์บริการเท่านั้นเอง 
 
ส่วนวิธีการที่จะกำจัดสนิมในหม้อน้ำให้หมดไปอย่างถาวรยังไม่มีใครคิดขึ้นมาได้ เพราะในความเป็นจริงสนิมที่พบในน้ำหล่อเย็นไม่ได้เกิดขึ้นมาจากหม้อน้ำ เพราะหม้อน้ำสมัยใหม่จะใช้อะลูมิเนียมเป็นโครงสร้างในส่วนขอวงรังผึ้งและท่อทางเดินน้ำ ส่วนชิ้นส่วนที่เป็นท่อนล่างและท่อนครอบด้านบนของหม้อน้ำ ก็จะใช้วัสดุประเภทพลาสติกมาทำการผลิต 
 
สนิมที่พบในน้ำจากระบบหล่อเย็นมีที่มาจากท่อทางเดินน้ำบริเวณข้างเสื้อสูบเป็นส่วนใหญ่ เพราะเสื้อสูบของรถยนต์ส่วนมากผลิตมาจากเหล็กหล่อที่เกิดสนิมได้ง่าย ซึ่งท่อทางเดินน้ำบริเวณข้างเสื้อสูบจะเป็นช่องทางเล็กๆ ที่ลดเลี้ยวซอกซอนไปมาคล้ายทางเดินของมดหรือปลวก
 
ยุคก่อนมีคนแนะนำให้ใช้ผงซักฟอกผสมลงไปในน้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็น แต่คำแนะนำของผู้ผลิตในปัจจุบันนี้จะห้ามไม่ให้ใช้ผงซักฟอกหรือสารที่เกิดฟอง เพราะเกรงว่าหากมีสารที่ก่อให้เกิดฟองตกค้างอยู่ในระบบ จะทำให้เกิดการสูญเสียของอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิได้ 
 
วิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับการที่จะทำความสะอาดระบบหล่อเย็นด้วยตนเอง คือการขยันถ่ายน้ำในระบบบ่อยๆ และควรถ่ายน้ำในขณะที่อุณหภูมิของน้ำยังร้อนๆ หรืออย่างน้อยก็ยังอุ่นๆ อยู่ เพราะสิ่งสกปรกและสนิมจะยังไม่ตกตะกอนนอนก้น จะมีโอกาสถูกถ่ายทิ้งออกมาได้ง่ายกว่าการถ่ายตอนที่น้ำในระบบเย็นหมดแล้ว 

หากพบว่าหลังจากถ่ายน้ำไปแล้วยังมีสีสนิมหลงเหลืออยู่ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมชาติที่สนิมยังคงต้องมีอยู่บ้าง ถ้าไม่สบายใจจริงๆ ก็ต้องนำรถไปหาช่างที่ร้านหม้อน้ำ ให้เขาทำการล้างหม้อน้ำด้วยการใช้แรงดันน้ำเข้าไปไล่สิ่งสกปรกรวมทั้งสนิมออกมา แต่หากไม่ตะขิดตะขวงใจจริงๆ ก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้นเถอะ ไม่เสียเงินและไม่ต้องกลัวผลกระทบด้านลบที่อาจจะตามมาภายหลังอีกด้วย

รู้ได้อย่างไรว่าฝาหม้อน้ำเสีย ให้สังเกตดูระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ถ้าพบว่าน้ำในหม้อพักน้ำไม่ยุบแต่น้ำในหม้อน้ำยุบลงกว่าปกติหรือน้ำในหม้อพักน้ำขาดต้องเติมบ่อยๆ แต่ไม่มาก นั่นคืออาการของฝาหม้อน้ำเสียแล้ว ให้เปลี่ยนใหม่เลย (ให้ใช้ของแท้)
 
ฝาหม้อน้ำ ทำหน้าที่ควบคุมความดันภายในหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน และช่วยเพิ่มจุดเดือด ของน้ำหล่อเย็นในระบบ ให้สูงขึ้น ในขณะที่น้ำหล่อเย็น มีอุณหภูมิสูงขึ้น น้ำจะเกิดการขยายตัว เพื่อดันตัวเอง ออกสู่ภายนอกหม้อน้ำ สปริงวาล์วของฝาหม้อน้ำ จะต้านทานแรงดันนี้ไว้ได้ระดับหนึ่ง หากน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก แรงดันที่เกิดขึ้น จะมากกว่าแรงต้านทานที่ฝาหม้อน้ำจะรับได้ แรงดันนี้ จะดังสปริงวาล์วฝาหม้อน้ำ ให้เปิดออก แล้วน้ำก็จะไหลออกไป ทางรูน้ำล้น ที่อยู่ด้านข้างขอบปากหม้อน้ำ ซึ่งจะมีสายต่อท่อน้ำล้นออกไปสู่ถังน้ำสำรอง (Coolant reserve tank) ในทางกลับกัน ขณะที่อุณหภูมิน้ำลดลง ความดันน้ำในหม้อน้ำจะลดลงด้วย ก็จะเกิดภาวะ สูญญากาศในหม้อน้ำ ทำการดูดน้ำ ที่อยู่ในถังน้ำสำรอง กลับคืนสู่หม้อน้ำดังเดิม
 
ข้อสำคัญอยู่ที่ต้องตรวจระดับน้ำในระบบหล่อเย็นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และขณะขับรถต้องหมั่นสังเกตมาตรวัดความร้อนเสมอๆ เท่านั้นเอง

Credit By : http://www.auto-thailand.com/AutoTrick/How-To-Radiator-Coolant-Maintenance-For-Your-Car.html

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

รู้ได้ไง? สัญญาณอันตราย′ไดชาร์จ′เสื่อม


     ไดชาร์จ (Alternator) ทำหน้าที่เป็นตัวผลิตไฟฟ้า โดยอาศัยกำลังเครื่องยนต์ส่งกำลังจากพูลเลย์ (Pulley) ข้อเหวี่ยงผ่านสายพาน มาขับเคลื่อนให้ไดชาร์จหมุน เพื่อปั่นกระแสไฟออกมาใช้ในรถยนต์ หากไดชาร์จเสีย ไฟไม่ชาร์จ รถจะไม่มีไฟใช้ก็ต้องหยุดวิ่ง ส่วนใหญ่คนที่ใช้รถที่เริ่มมีอายุก็จะต้องเคยเจอปัญหานี้ ตัวไดชาร์จมีอายุการใช้งาน ด้านในมันจะมี ทุ่นและแปลงถ่าน ถ้าสองอย่างนี้สึกมากเกินไปจะทำให้ไดชาร์จเสื่อมสภาพได้

     ไดชาร์จมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ทุ่นแม่เหล็ก ขดลวดที่ทำหน้าที่ตัดสนามแม่เหล็ก เพื่อให้เกิดประจุไฟฟ้า ใบพัดระบายความร้อน (ไดชาร์จรุ่นเก่าจะเป็นใบพัดอยู่ด้านนอก ส่วนรุ่นใหม่ใบพัดจะอยู่ด้านใน)
     ปกติแล้วเมื่อไดชาร์จเสีย จะมีสัญญาณส่งออกมาว่าไดชาร์จกำลังจะเสื่อมก็คือ ไฟในรถเริ่มอ่อนลง เช่น ไฟหน้าเริ่มหรี่ แอร์เริ่มเย็นน้อยลง บางทีจะมีอาการความร้อนขึ้นเพราะพัดลมไฟฟ้าหมุนไม่แรงพอ เครื่องเริ่มเร่งแย่ลง สังเกตง่ายๆ ถ้ารอบเดินเบามีอาการไฟเหี่ยว ต้องเร่งเครื่อง ไฟถึงจะชาร์จมากขึ้น มีอาการวูบๆ วาบๆ ก็ควรจะตรวจเช็กไดชาร์จและระบบไฟโดยรวมได้แล้ว
     ถ้าไดชาร์จไม่พอหรือเสีย ไม่ชาร์จเลย จะมีไฟรูปแบตเตอรี่ขึ้นที่หน้าปัด ถ้าโชว์ก็แสดงว่าเสื่อม ควรจะรีบนำรถเข้าเช็ก พยายามปิดอุปกรณ์กินไฟต่างๆ เช่น แอร์ เพื่อประหยัดไฟให้พอใช้ในการขับไปซ่อม
     แต่ถ้าไดชาร์จเสียจริงๆ รถจะวิ่งได้อีกสักพัก จนไฟหมดแล้วรถจะหยุด ส่วนการเช็กไดชาร์จนั้น ทางร้านไฟจะต่อแอมป์มิเตอร์ ถ้าเข็มชี้มาทางด้านลบ แสดงว่าไฟชาร์จไม่พอ ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่ถ้ามันชี้ไปทางบวก แสดงว่ายังดี ส่วนรถที่มีเกจ์วัดโวลเทจ (Voltage) จะยิ่งชัดเจน ปกติจะต้องอยู่ประมาณ 13-14V แต่ถ้าต่ำกว่านั้น แสดงว่าชาร์จไม่พอ
     ส่วนกรณีไฟชาร์จเกินกำหนด (Over Charge) จะมีอาการไฟแรงผิดปกติ ไฟหน้าสว่างขึ้น ไฟหน้าปัดสว่างวาบ แอร์แรงขึ้น ฯลฯ เป็นอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จะส่งผลร้ายต่อระบบไฟ เมื่อโวลเทจเกินปกติ ไฟในรถจะ 12V ไดชาร์จก็ปั่นกระแส 13-14V จึงจะสามารถชาร์จไฟเข้าระบบได้ เป็นค่าปกติ แต่ถ้าไปถึง 16 V ขึ้นไป จะทำให้ระบบไฟในรถมีปัญหาได้ โดยเฉพาะพวกกล่อง ECU และอุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนต่างๆ จะเสียหายหรือวงจรไหม้ได้
     หากปล่อยให้ชาร์จเกินนานๆ โดยไม่แก้ไขต้องระวัง ส่วนที่ทำให้ชาร์จเกินนั้นจะมาจากตัวคัตเอาต์ที่ไดชาร์จเสีย หน้าที่ของคัตเอาต์หรือโวลเทจ เรกูเลเตอร์ (Voltage Regulator) คือ คอยตัดกระแสไฟส่วนเกิน ไดชาร์จไม่ได้ชาร์จตลอด เมื่อไฟเต็มตามที่กำหนดแล้ว คัตเอาต์จะตัดการชาร์จไฟเพื่อไม่ให้ชาร์จเกินกว่ากำหนด
Credit by : http://auto.sanook.com/9137/


Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

เทคนิคพ่วงสายแบตอย่างไรให้สตาร์ทติดชัวร์!


     ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน ยิ่งหากคุณผู้อ่านขับรถเดินทางไกลช่วงปีใหม่ 2559 นี้แล้วล่ะก็ ต้องจำเทคนิคพ่วงแบตเหล่านี้เอาไว้ให้ดี


    เราจะรู้ได้อย่างไรว่า?
     อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแช๊ะถี่ๆออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

     หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอน
     วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้
     1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง
     2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี
     3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)
     4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ
     5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง
     6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต
  วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง
     ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง)
Credit By : http://auto.sanook.com/46555/

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

สตาร์ทรถติดยาก ตรวจเช็กดูขั้วแบตเตอรี่หรือยัง?


     พูดถึงแบตเตอรี่แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันดี เพราะคนใช้รถใช้ถนน ทั้งรถเก่ารถใหม่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่มาไม่มากก็น้อย เนื่องจากแบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจสำคัญเรื่องกำลังไฟในการใช้งานรถยนต์ ซึ่งบางคนก็อาจไม่ค่อยสนใจมันเท่าไรนัก จะมาสนใจจริงๆ จังๆ ก็ต่อเมื่อรถ หรือแบตเตอรี่เริ่มมีปัญหา
     และปัญหาส่วนมากเกี่ยวกับแบตเตอรี่มีอยู่มากมาย เช่น การเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน น้ำกลั่นไม่ได้เติม น้ำกลั่นแห้ง ฯลฯ แต่บางครั้งเราอาจละเลยปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไป คิดเอาเองว่ามันพัง ใช้งานไม่ได้แล้ว ทั้งๆ ที่บางทีมันอาจยังใช้งานได้อยู่ก็เป็นได้ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาก็คือ ขั้วแบตเตอรี่
     บางครั้งแค่ขั้วแบตเตอรี่สกปรก ก็อาจทำให้รถของคุณขับสะดุด เร่งไม่ขึ้น สตาร์ทติดยาก โดยเฉพาะรถเก่าๆ ที่มีอายุมากแล้ว และสาเหตุที่ทำให้มันเป็นแบบนี้ก็อาจเป็นเพราะ การเติมน้ำกลั่นจนล้น เนื่องจากน้ำกลั่นที่ล้นนี้ เมื่อเข้าไปอยู่ในแบตเตอรี่แล้ว หากล้นออกมา มันก็คือน้ำกรดดีๆ นี่เอง และเมื่อมันปะทุ หรือล้นออกมา มันก็จะไปกัดชิ้นส่วนต่างๆ ที่อยู่บริเวณนั้น ซึ่งขั้วแบตเตอรี่อยู่ใกล้มากที่สุด เมื่อโดนน้ำกลั่นกัดเข้าบ่อยๆ ก็จะทำให้เกิดความสกปรก มีคราบขาวเกาะเอาไว้ ทำให้ไฟฟ้าไหลผ่านไม่สะดวก

     ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจริงๆ มาดูวิธีทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ให้กลับมาใช้งานได้ปกติกันดีกว่า
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
       1. ประแจขันน๊อต (เบอร์ตามขนาดที่ใช้กับน๊อตยึดขั้วแบตเตอรี่)
       2. แปรงสีฟันที่ไม่ได้ใช้แล้ว หรือแปรงทำความสะอาดอื่นๆ
       3. น้ำร้อนประมาณ 1 ลิตร หรือโซดา 1 ขวด
       4. กระดาษทรายเบอร์กลางๆ (เบอร์ 200 – 500) 1 แผ่น
       5. ผ้าสะอาด 1 ผืน
วิธีทำความสะอาด
       1. ใช้ประแจขันน๊อตตรงขั้วแบตเตอรี่ออก (ระวังอย่าให้ขั้วแบตเตอรี่ + และ – สัมผัสกัน ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ฟิวส์ของรถช๊อตได้)
       2. นำแปรงมาถู หรือขัด ทำความสะอาด เพื่อให้คราบ หรือผงสีขาวหายออกไปให้หมด และระหว่างขัดให้ใช้น้ำร้อน หรือโซดาคอยราดลงไปด้วย
       3. ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด และดูว่ายังมีคราบขาวยังหลงเหลืออยู่หรือไม่ ถ้ามีก็ขัดใหม่อีกครั้งจนกว่าจะสะอาดหมดจด
       4. ใช้กระดาษทรายขัดที่ขั้วแบตเตอรี่เบาๆ ประมาณ 2 นาที จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดออกให้สะอาด
       5. นำแบตเตอรี่กลับเข้าตำแหน่งเดิม และขันน๊อตให้แน่นพอตึงมือ
     เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นวิธีการ แบตเตอรี่ของคุณก็จะกลับมาใช้งานได้ปกติ แต่ถ้าทำความสะอาดแล้วอาการยังไม่หาย แนะนำให้ไปตรวจเช็กดูที่ร้านแบตเตอรี่อีกครั้ง
Credit by : http://auto.sanook.com/53329/

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!

เติมน้ำเปล่าแทนน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ได้หรือไม่?


     หลายๆคนอาจยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการดูแลรักษารถยนต์ ซึ่งบางครั้งก็คงว่าไม่ได้ เพราะข้อมูลต่างๆ บางอัน ถูกเผยแพร่ออกมาจากแหล่งที่ไม่มีการอ้างอิง แต่กลับดูน่าเชื่อถือซะอย่างงั้น และบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงอะไร แต่กับบางเรื่องมันอาจส่งผลร้ายแรงมากกว่าที่คิด
     สำหรับเรื่องราวในครั้งนี้ที่จะเอามาเตือนกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับ แบตเตอรี่ ประเภทเติมน้ำกลั่นที่หลายคนรู้จักกันดี และเข้าใจถึงการทำงาน วิธีการรักษาที่ถูกต้อง แต่กับบางคนที่รู้จักแค่ชื่อ รู้แค่ว่ามันคืออะไร และยังไม่มีประสบการณ์การดูแลรักษาซักเท่าไหร่ แถมยังชอบเข้าใจผิด คิดว่าน้ำเปล่าธรรมดาสามารถนำมาเติมแทนน้ำกลั่นได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่เลย
     สาเหตุที่ต้องใช้น้ำกลั่นบริสุทธิ์เติมแบตเตอรี่เท่านั้นเป็นเพราะว่า น้ำเปล่าทั่วไป (น้ำประปา, น้ำดื่ม, โซดา ฯลฯ) จะมีส่วนผสมของแร่ธาตุมากมายที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ไม่จำเป็นสำหรับแบตเตอรี่ เนื่องจากมันจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เช่น อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ และแรงดันของแบตเตอรี่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว น้ำที่อยู่ภายในแบตเตอรี่ก็คือน้ำกรดดีๆ นี่เอง และเมื่อใช้งานไปสักพัก น้ำในแบตเตอรี่ก็จะเริ่มลดลง เพราะผลจากการทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแผ่นตะกั่ว ซึ่งบางส่วนระเหยกลายเป็นไฮโดรเจน และออกซิเจนในรูปแบบของไอน้ำ และน้ำที่เราเห็นเหลืออยู่ จะกลายเป็นน้ำกรดแบบเข้มข้นที่อันตราย ห้ามนำมาโดน หรือสัมผัสกับร่างกายเด็ดขาด
     ดังนั้นเมื่อน้ำในแบตเตอรี่แห้งหรือลดลง ควรที่จะเอาน้ำกลั่นบริสุทธิ์มาเติมเท่านั้น ห้ามนำน้ำเปล่า หรือน้ำอื่นๆ มาเติมเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้ไม่เต็มที่ ไม่เต็มประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุด มันส่งผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่สั้นลงอย่างชัดเจน
 Credit by : http://auto.sanook.com/56233/

Read More...


Hotel Deals in Your Destination : Book now and pay later!






★Lady Shoes Shop ออนไลท์★



คุ้มเว่อร์ !!! ดีต่อใจคนรักรถ ทั้งยางทั้งแบตเตอรี
วันนี้ - 31 สิงหาคม 2560



Online Service Website : คลิ้กรายละเอีอดเพิ่มเติม

ศูนย์บริการและอะไหล่อีซูซุ ชัยนาท-อุทัยธานี
ยินดีรับบริการรถอีซูซุจากทุกโชว์รูมทั่วประเทศ,บริการตรวจเช็คระยะและเคลมทุกอย่างในระยะประกัน,

<>นัดหมายล่วงหน้าเข้ารับบริการผ่านออนไลท์,สอบถามอะไหล่อีซูซุผ่านออนไลท์.บริหารเวลาของคุณเองได้อย่างใจ สะดวก รวดเร็วไม่ต้องรอคิวด้วยบริการนัดหมายล่วงหน้า ที่คุณสามารถเลือกวัน เวลา และศูนย์บริการที่สะดวก จองคิวนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วัน และยังสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนัดได้ตามความเหมาะสม หากต้องการสอบถามวันและเวลาที่สะดวกต่อการนัดหมายของท่าน

<>นำรถเข้าบริการที่ศูนย์บริการและอะไหล่ ชัยนาท-อุทัยธานี
รับส่วนลดน้ำมันกึ่งสั่งเคราะห์
20% และอะไหล่อีซูซุแท้ 15%

<>บ.ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้พัฒนา "อะไหล่สำหรับรถอีซูซุ" ภายใต้ยี่ห้อ"อะไหล่ตรีเพชร"ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าอะไหล่อีซูซุ เพื่อเป็นอะไหล่ทางเลือกสำหรับลูกค้า ที่ต้องการอะไหล่คุณภาพ ในราคาประหยัด พร้อมการรับประกันคุณภาพ 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างหนึ่งอย่างใดจะถึงก่อน)

<>ราคายางรถยนต์ Firestone : คลิ้กรายละเอีอดเพิ่มเติม
<>ราคายางรถยนต์ Bridgestone : คลิ้กรายละเอีอดเพิ่มเติม
<>ตรีเพชรแบตเตอร์รี่ : คลิ้กรายละเอีอดเพิ่มเติม
★Online Service Website : https://goo.gl/UCSpPY

★★★★★
★Free Post Webboard, Facebook : http://bit.ly/2pSpjGm
★ขายสินค้าออนไลท์ราคาโปรโมชั่น : http://bit.ly/2s40LgY
★สมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อออนไลท์ : http://bit.ly/2rjvR1g
★สมัครประกันชีวิตและสุขภาพออนไลท์ : http://bit.ly/2rumIah
★สมัครประกันรถยนต์ทุกประเภทผ่านออนไลท์ : http://bit.ly/2t4zLMB
★จองโรงแรม รีสอร์ท ที่พัก ทั่วโลกผ่านออนไลท์ : http://bit.ly/2tpd1Gv







Agoda Smart Hotel Booking : United States

 
อโกด้า (Agoda) Smarter Hotel Booking? คือ บริษัทผู้ให้บริการสำรองห้องพัก จองโรงแรมราคาพิเศษ มากกว่า 930283 โรงแรมทั่วโลก ด้วยระบบ Real time บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวดเร็ว ปลอดภัย รับประกันราคาห้องพักที่ถูกที่สุด และหากลูกค้าพบว่ามีที่อื่นเสนอราคาให้ถูกกว่า สามารถนำรายละเอียดมายื่นเพื่อขอลดราคาให้เท่ากันได้ โดย Agoda!!  ที่มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ กัน 38 ภาษาซึ่งรวมถึงภาษาจีนกลาง จีนกวางตุ้ง ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลี และไทย โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์และมีสำนักงานดำเนินการหลักอยู่ที่กรุงเทพ กัวลาลัมเปอร์ โตเกียว ซิดนีย์ ฮ่องกงและบูดาเปสต์ นอกจากนี้ยังมีสำนักงานย่อยในเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรปและอเมริกา
วิธีบำรุงรักษารถยนต์,แนะนำการดูแลรถยนต์ป้ายแดงและรถมือสองให้ถูกวิธี,autopart,parts accessories,car accessories,auto accessories,parts category บล๊อกจัดทำขึ้นเป็นวิทยาทานเพื่อเผยแผ่ความรู้อันจะเป็นไปเพื่อบุญกุศล ขอให้ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในบทความของบล๊อกนี้ จงได้รับอานิสงฆ์ด้วยเทอญ.